"พิพัฒน์" ชูเทคโนโลยีเจาะอุโมงค์ระดับโลก นำร่องสร้างทางด่วน”กะทู้-ป่าตอง “ อุโมงค์ใหญ่สุดในไทย คาดชงครม.ปีนี้ เริ่มสร้างปี 70 กทพ.เผยต้นทุนวัสดุเพิ่ม ปรับลดค่าผ่านทางลดขนาดอุโมงค์ เหลือ 14 เมตร ตรึงค่าก่อสร้าง 1.1 หมื่นล้านเท่าเดิม พร้อมดันเฟส 2 เมืองใหม่–เกาะแก้ว–กะทู้ ชงครม.ปี 70
วันนี้ (25 มิถุนายน 2569) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงานสัมมนาวิชาการ ครั้งที่ 15 เรื่อง "Tunnel Construction and Maintenance Technology" ว่า การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เปิดเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และเทคโนโลยีด้านการก่อสร้างและบำรุงรักษาอุโมงค์จากผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ พร้อมยกระดับศักยภาพบุคลากร โดยแต่ละประเทศจะให้คำแนะนำในส่วนที่มีความเชี่ยวชาญ เช่นเยอรมัน เชี่ยวชาญด้านสตีลไฟเบอร์ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้จะเน้นเรื่องความปลอดภัยและระบบถ่ายเทอากาศของอุโมงค์ ส่วนจีนเป็นเรื่องการขุดเจาะอุโมงค์ลอดภูเขา
สำหรับโครงการ ทางพิเศษจังหวัดภูเก็ต ระยะที่ 1 ช่วงกะทู้–ป่าตอง จะมีการเจาะภูเขาทำอุโมงค์ทางด่วน ซึ่งจะต้องใช้เทคโนโลยีวิศวกรรมที่ทันสมัย การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ และการบำรุงรักษาตามมาตรฐานสากล เพื่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนน้อยที่สุด และสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนในเรื่องความปลอดภัยเมื่อแล้วเสร็จจะช่วยบรรเทาปัญหาการจราจร เพิ่มความปลอดภัยในการเดินทางและรองรับการเติบโตของการท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ต
“ที่ผ่านมามีอุบัติเหตุในงานก่อสร้างอุโมงค์ ล่าสุด คืออุโมงค์ดอยหลวงรถไฟเด่นชัย-เชียงราย เป็นเหตุดินสไลด์ นอกจากนี้เคยมีอุโมงค์ของรถไฟ ไทย- จีน ก็เป็นสิ่งสะท้อนที่หน่วยงานจะต้องนำมาทบทวนและทำแผนป้องกันการก่อสร้างจุดเสี่ยงต่างๆ ดังนั้นอุโมงค์ทางด่วนภูเก็ตโครงการนำร่องที่จะสร้างความมั่นใจเรื่องความปลอดภัย และจะมีการใช้เทคโนโลยีการขุดเจาะอุโมงค์ ที่เป็นมาตรฐานปลอดภัยขั้นสูง มากำหนดในเงื่อนไขการก่อสร้างเสร็จเปิดใช้งาน สร้างความมั่นใจได้เช่นกัน”
นายพิพัฒน์กล่าวว่า จากที่ให้ กทพ.ปรับลดขนาดอุโมงค์กะทู้ลงจาก 17 เมตร เหลือ 14 เมตร เพื่อให้มีความเหมาะสมกับการลงทุน กับราคาค่าวัสดุก่อสร้างปรับขึ้น จากผลกระทบสงครามในตะวันออกกลาง โดย การลดขนาดอุโมงค์ไม่กระทบกับระบบอำนวยความสะดวกและปลอดภัยและขนาดช่องจราจร ยังเป็นไปตามเดิม คาดว่าจะนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบโครงการได้ภายในปี 2569
“เบื้องต้น กทพ.ได้จัดตั้งงบประมาณปี 2570 ในการดำเนินการก่อสร้าง และจะแล้วเสร็จในปี2574 ทั้งส่วนกะทู้–ป่าตอง และโครงข่าย เฟส 2 ช่วงเมืองใหม่–เกาะแก้ว–กะทู้
นายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข ผู้ว่าฯ กทพ. กล่าวว่า จัดสัมมนาวิชาการต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 15 นับตั้งแต่ปี 2552 ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากประเทศญี่ปุ่น เยอรมนี สาธารณรัฐเกาหลี สาธารณรัฐประชาชนจีน และประเทศไทย เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ด้านการก่อสร้าง การบำรุงรักษา และการบริหารจัดการทางพิเศษ โดยมุ่งพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ "Innovation for Better Drive and Better Life : องค์กรนวัตกรรมเพื่อการเดินทางและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น"
โดยมุ่งเน้นเทคโนโลยีด้านการก่อสร้างและบำรุงรักษาอุโมงค์ เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการดำเนินโครงการทางพิเศษจังหวัดภูเก็ต ระยะที่ 1 ช่วงกะทู้–ป่าตอง ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพของบุคลากรทั้งด้านการวางแผน การก่อสร้าง การตรวจสอบ และการบำรุงรักษาอุโมงค์ ตามมาตรฐานสากล โดยจะนำเทคนิคต่างๆ กำหนดไว้ใน TOR
สำหรับลดขนาดอุโมงค์จาก 17 เมตรเหลือ 14 เมตร เพื่อให้ค่าก่อสร้างงานโยธาอยู่ในกรอบวงเงินเดิม 11,000 ล้านบาท โดยมีการปรับลดขนาดไหล่ทาง ส่วนช่องจราจรยังเท่าเดิม และจะเป็นการก่อสร้างอุโมงค์ขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย นอกจากนี้ มีการทบทวนปรับลดค่าผ่านทางเพื่อลดค่าครองชีพให้ประชาชนจากเดิม 40 บาทเป็น 20 บาท(รถ 4ล้อ) และ จาก 15 บาทเป็น 10 บาท (รถจักรยานยนต์) ทำให้ผลตอบแทนการลงทุน (IRR) ลดลงจาก 4% เหลือ 2% ซึ่งจะไปเพิ่มการพัฒนาที่พักริมทางเพื่อหารายได้มาชดเชย
“ทางด่วนกะทู้-ป่าตอง ผ่านบอร์ดกทพ.แล้ว คาดว่าจะเสนอกระทรวงคมนาคมได้ในเดือนก.ค. 2569 คาดเสนอครม.อนุมัติในปีนี้ และเริ่มก่อสร้างปี 2570 แล้วเสร็จปี 74 ส่วน การเวนคืนงบประมาณ 6,000 ล้านบาท จะดำเนินการเสร็จ 100% ในเดือน ก.ย.2569 สำหรับ โครงการทางด่วนภูเก็ต ระยะที่ 2 ช่วงเมืองใหม่–เกาะแก้ว–กะทู้ ระยะทาง 30.62 กม. วงเงินลงทุน46,752 ล้านบาท จะเสนอครม.ในปี 2570 ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2574 พร้อมกับ โครงการระยะที่ 1 ช่วงกะทู้-ป่าตอง”
สำหรับปีนี้ นอกจากนี้ ทางด่วนกะทู้-ป่าตอง กทพ.ได้เสนอโครงการทางด่วน N2 (หรือโครงการทางพิเศษสายฉลองรัช-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันออก) ระยะทางประมาณ 11.3 กม. วงเงิน 16,960 ล้านบาท ซึ่งจากภาวะสงครามที่ทำให้ต้นทุนค่าวัสดุก่อสร้างเพิ่มขึ้นทำให้ ค่าก่อสร้างโครงการเพิ่มขึ้นประมาณ 8%