บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ภายใต้กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ (SCBX Group) เปิดเผยมุมมองเศรษฐกิจโลกกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญระหว่าง “แรงฉุด” จากปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจ และ “แรงส่ง” จากเมกะเทรนด์การเติบโตใหม่ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางเศรษฐกิจและตลาดการเงินในช่วงครึ่งหลังของปี
นายสุทธิชัย คุ้มวรชัย Head of Investment Strategy & Research บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด กล่าวว่า “เศรษฐกิจโลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ ระหว่างแรงกดดันจากปัจจัยเสี่ยงเดิมและแรงขับเคลื่อนใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้น เรามองว่าโลกยังเผชิญ 3 แรงดึงสำคัญ ได้แก่ เงินเฟ้อจากต้นทุนพลังงาน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่อยู่ในระดับสูง และความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม เริ่มเห็น 3 แรงส่งใหม่จากการลงทุนด้าน AI การคลี่คลายของความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากหลายประเทศ ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยผลักดันเศรษฐกิจโลกให้ก้าวผ่านช่วงชะลอตัว และสร้างโอกาสการลงทุนรอบใหม่ในระยะข้างหน้า”
ด้าน ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด กล่าวว่า “ทีมวิจัยประเมินว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวในลักษณะ U-Shape Recovery โดยอาจชะลอตัวในช่วงไตรมาส 2–3 จากต้นทุนการเงินที่ตึงตัวขึ้นทั่วโลก สัญญาณอ่อนตัวของภาคการผลิตยุโรป ความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ ที่ลดลง และการเติบโตแบบ K-shaped growth ในจีนที่ภาคการผลิตและส่งออกดี แต่การใช้จ่ายในประเทศซบเซา ก่อนจะทยอยฟื้นตัวในช่วงไตรมาส 4 จากแรงสนับสนุนของการลงทุนด้านเทคโนโลยีและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายประเทศ
สำหรับประเทศไทย เราได้ปรับเพิ่มประมาณการ GDP ปี 2569 จาก 1.4% เป็น 1.6% จากแรงหนุนของการลงทุนภาคเอกชน อุตสาหกรรมดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ และ โครงสร้างพื้นฐานด้าน AI รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามพัฒนาการของมาตรการดังกล่าว รวมถึงกระแสการลงทุนด้าน AI และการบังคับใช้มาตรา 301 ของสหรัฐอย่างใกล้ชิด
นายสิทธิชัย ดวงรัตนฉายา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด กล่าวว่า “แม้ว่าการเปิดช่องแคบฮอร์มุส หลังจากการทำข้อตกลงหยุดยิง 60 วัน ระหว่างสหรัฐและอิหร่านและรอบใหญ่ของวัฏจักรการลงทุนใน AI รวมถึงความคาดหวังจากการเลือกตั้งของสหรัฐในเดือน พ.ย. 2569 จะเป็นประเด็นสนับสนุนตลาดและทำให้ความเสี่ยงขาล่างไม่สูงนัก อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงที่ตลาดจะมีแนวโน้มปรับตัวลดลง จะเป็นผลมาจากผลของปรากฎการณ์ El Nino ที่รุนแรงขึ้นและแนวโน้มการปรับเพิ่มขึ้นของภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ รวมถึงการเปลี่ยนท่าทีของธนาคารกลางทั่วโลกที่จะดำเนินนโยบายการเงินตึงตัวขึ้นเพื่อสู้กับเงินเฟ้อ ดังนั้นเราจึงมองว่าตลาดมีแนวโน้มที่จะปรับตัวลดลงในไตรมาสที่ 3 และจะฟื้นตัวในช่วงของไตรมาสที่ 4
ในส่วนของกรอบบน SET Index ปี 2569 ประเมินไว้ที่ 1550-1600 จุด Upside มีจำกัด จึงต้องมีการคัดสรรการลงทุนมากขึ้น กลุ่มอุตสาหกรรมที่โดดเด่น ได้แก่ ธนาคาร ท่องเที่ยว ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ นิคมอุตสาหกรรม สื่อสาร และสาธารณูปโภค ส่วนจุดซื้อที่สำคัญอยู่ที่ต่ำกว่า 1500 จุด
นอกจากการลงทุนในตลาดหุ้นไทยแล้