สนพ. เผยแผน PDP2026 บรรจุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก( SMR) อยู่ในช่วง 10 ปี กำลังผลิตรวม 2,000-4,000เมกะวัตต์ให้กฟผ.นำร่องก่อน แต่ในอนาคตอาจเปิดให้เอกชนลงทุนด้วยขึ้นกับนโยบาย โดยกฟผ.มีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าไม่ต่ำกว่า 30% เพื่อความมั่นคง โดยอัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยตลอดทั้งแผนไม่เกิน 4 บาทต่อหน่วย เพื่อไม่ให้เป็นภาระประชาชน
นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน เปิดเผยความคืบหน้าแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ ( PDP 2026)ว่า การเปลี่ยนผ่านที่สำคัญที่สุด คือไฟฟ้า โดยการใช้พลังงานไฟฟ้าจะต้องเปลี่ยนผ่านจากการใช้พลังงานรูปแบบดั้งเดิม เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตอบโจทย์ Net Zero ของประเทศในปี2050
ประเด็นสำคัญของแผน PDP และแรงกดดันจากติกาโลกที่กดดันให้อนาคตของพลังงานไทยต้องปรับเปลี่ยน ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ทำให้การจัดทำแผน PDP 2026 อาจจะล่าช้า แต่แน่นอน เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาทำให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อเดินหน้าแผนจัดหาไฟฟ้า
วันนี้ปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้เราไม่สามารถไปถึงพลังงานหมุนเวียนได้ทั้งหมด (RE100)เพราะยังต้องพึ่งพาพลังงานฟอสซิล (ก๊าซฯ) ขณะที่ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ราคาพลังงานสูงขึ้น เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง แต่การขยายธุรกิจData Center &AI ยานยนต์ไฟฟ้า ทำให้เกิดความต้องการไฟฟ้ามากยิ่งขึ้น ดังนั้นแผน PDP จะต้องสร้างสมดุล (Balance) และความยั่งยืน (Sustainability) นอกเหนือจากความมั่นคง ราคาถูก และสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันความยั่งยืนต้องมาก่อน
ประเด็นสำคัญในแผน PDP 2026 คือการปรับเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด (Clean Energy) ให้สูงขึ้น โดยตัวเลขเบื้องต้นขยับขึ้นไปอยู่ที่ไม่น้อยกว่า 60% จากเดิมที่เคยพิจารณากันที่ 51% ซึ่งนิยามของพลังงานสะอาดในที่นี้ จะรวมถึงพลังงานหมุนเวียน (RE) เทคโนโลยีพลังงานสะอาดอื่นๆ เช่น โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) และการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังน้ำในประเทศลาว
โดยเทคโนโลยี SMR มีบรรจุอยู่ในแผนแน่นอน โดยคาดว่าจะเริ่มเห็นผลการดำเนินการภายใน 10 ปีนี้ เบื้องต้นมองไว้ที่ขนาดกำลังผลิตประมาณ 300-600 เมกะวัตต์ต่อโรง รวมแล้ว2,000- 4,000 เมกะวัตต์ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจในขั้นสุดท้าย โดยในช่วงเริ่มต้นจะมอบหมายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นผู้ดำเนินการหลักเพื่อความมั่นคง แต่ในอนาคตอาจพิจารณาการเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมตามความเหมาะสมของนโยบาย
ในส่วนของพลังงานแสงอาทิตย์ ยอมรับว่า ประเทศไทยมีศักยภาพสูงมากจากการคำนวณเบื้องต้นถึง 270,000 เมกะวัตต์ อย่างไรก็ตาม การนำเข้าสู่ระบบต้องคำนึงถึงเทคนิคการบริหารจัดการโหลดของ กฟผ. ซึ่งอาจต้องมีการลงทุนระบบกักเก็บพลังงานแบบสูบกลับ (Pumped Storage) หรือระบบกักเก็บแบตเตอรี่ (BESS)เพิ่มเติม
"สนพ. พร้อมรับนโยบายจากรัฐมนตรีฯ ที่จะขยายผลโครงการรับซื้อไฟฟ้าโซลาร์รูฟท็อป โดยจะเพิ่มสัดส่วนรับซื้ออีกประมาณ 500 เมกะวัตต์ ซึ่งถือเป็นเฟสที่ 2 ต่อจากโควตาเดิม เพื่อสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดในภาคประชาชนและธุรกิจมากขึ้น"
อย่างไรก็ดี ราคาค่าไฟฟ้าภายใต้แผน PDP 2026 นายวัฒนพงษ์ กล่าวว่า โจทย์สำคัญคือการควบคุมราคาค่าไฟฟ้าเฉลี่ยตลอดทั้งแผนไม่ให้เป็นภาระต่อประชาชนเกินไป โดยตั้งเป้าหมาย (Ceiling) ไว้ที่ไม่เกิน 4 บาทต่อหน่วย ซึ่งการจะทำได้ตามเป้าหมายนั้น ต้องมีการผสมผสานระหว่างการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ การขยายอายุโรงไฟฟ้าเดิมที่ยังมีประสิทธิภาพ และการเปิดให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมผ่านกลไกต่างๆ
สำหรับบทบาทของรัฐในการดูแลความมั่นคงทางพลังงาน ได้มีการหารือถึงสัดส่วนกำลังผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. โดยเบื้องต้นมองว่าไม่ควรต่ำกว่า 30% เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวสำรอง (Backup) และบริหารจัดการระบบให้เกิดความมั่นคงสูงสุด ทั้งนี้ การจัดทำแผนดังกล่าวยังได้ปรับสมมติฐานทางเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับความเป็นจริง โดยคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) เฉลี่ยที่ประมาณ 2% - 2.5% ตลอดแผน
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องการเป็นผู้ผลิตเองใช้เอง หรือแม้กระทั่งขายกันเองยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่แบตเตอรี่สามารถจ่ายไฟขายกลับเข้ามาในระบบ ก็เปรียบเสมือนเป็นโรงไฟฟ้าชนิดหนึ่งได้
"แผน PDP 2026 จะเป็นการออกแบบไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ Net Zero ความมั่นคง และราคาเหมาะสม และที่สำคัญที่สุด จะไม่ทิ้งเรื่องความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย โดยคาดว่าแผนเสร็จภายในเดือน ส.ค.-ก.ย.นี้ "
ทั้งนี้ ยืนยันว่า แผนดังกล่าวจะไม่มีการล่าช้าออกไปอย่างแน่นอน โดยคาดว่าภายในเดือนก.ค. นี้ จะนำเสนอร่างแผนที่ผ่านการพิจารณาของคณะอนุกรรมการฯ ให้แก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานพิจารณาในเชิงนโยบายได้ และตั้งเป้าจะสรุปแผนทั้งหมดให้จบภายในวันที่ 15 ก.ย. นี้ เพื่อเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็น (Public Hearing) ก่อนประกาศใช้จริง