“เอกนัฏ” เปิดแผนPDP 2026 ฉบับใหม่ ขยับเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดกว่า 60%ของกำลังผลิต ในแผนฯมีการผลิตไฟฟ้าจาก SMR 2,400 เมกะวัตต์ ขณะที่โซลาร์ไทยมีศักยภาพผลิตได้ 2.72แสนเมกะวัตต์ เตรียมชงกบง.เดือนกรกฎาคมนี้ก่อนเปิดรับฟังประชาพิจารณ์คาดว่าแผนPDPจะแล้วเสร็จสิงหาคม-กันยายนนี้
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวในงานสัมนา “Energy Transition : เปลี่ยนผ่านพลังงานไทย สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” ภายใต้หัวข้อ "ทิศทางพลังงานไทยบนความท้าทาย PDP 2026" ว่า การขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero โจทย์ใหญ่ของพลังงานไทยวันนี้ไม่ได้มีเพียงแค่เรื่องราคาถูก หรือสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ต้องมีความมั่นคงทางพลังงาน ท่ามกลางปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรง ซึ่งไทยนำเข้าน้ำมันดิบกว่า 90% และยังนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG)เพื่อผลิตไฟฟ้า เมื่อเกิดความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางทำให้ซัพพลายน้ำมันและก๊าซฯถูกตัด ส่งผลกระทบต่อต้นทุนอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจไทยทันที
ดังนั้น นโยบายที่ฉลาดต้องตอบโจทย์ทั้ง 3 เรื่อง คือ ราคาต้นทุนที่แข่งขันได้ ความสะอาดตามเกณฑ์โลก และความมั่นคงโดยไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างชาติมากเกินไป โดยมีแนวทางหลัก ดังนี้
1. ปฏิวัติโซลาร์รูฟท็อป ซึ่งเป็นพลังงานที่ถูกที่สุด ไม่ต้องนำเข้าเชื้อเพลิง ดังนั้นจึงสั่งการให้ลดขั้นตอนการขออนุญาตติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป หากติดเพื่อใช้เองต้องจบใน 7 วัน และหากผลิตเพื่อขายคืนระบบต้องไม่เกิน 30 วัน โดยเตรียมประกาศรับซื้อไฟโซลาร์บนหลังคาภายในปลายเดือนนี้หรือต้นเดือนกรกฎาคมนี้ ซึ่งจะขยายโควตารับซื้อไฟคืนจากเดิม 90 เมกะวัตต์ เป็น 500 เมกะวัตต์ในเฟสแรก เมื่อได้ครบจะขยายเฟส2อีก 500 เมกะวัตต์
2. คุมเข้ม Data Center หลังจากพบว่ากลุ่มData Center ยื่นขอใช้ไฟฟ้ามากถึง 30,000 เมกะวัตต์ ดังนั้นเพื่อไม่ให้เป็นภาระค่าไฟประชาชน กระทรวงพลังงาน จึงเตรียมออกมาตรการป้องกันการจองล่วงหน้าเกินจริง (Over Forecast) โดยจะกำหนดให้ผู้ที่จะจองไฟฟ้าต้องวางเงินมัดจำ เช่น เมื่อจอง 100 เมกะวัตต์ อาจต้องมัดจำล่วงหน้า 1 ปี หรือประมาณ 3,000 ล้านบาท โดยรัฐจะนำเงินส่วนนี้มาพัฒนาโครงข่ายและลดภาระค่าไฟให้ประชาชน
3. ส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพทั้งเอทานอลและไบโอดีเซลมากขึ้น แม้ว่าจะมีราคาแพงกว่าราคาน้ำมัน แต่เงินหมุนเวียนอยู่กับเกษตรกรและผู้ประกอบการในประเทศ ดีกว่าต้องเสียเงินตราต่างประเทศในการนำเข้าน้ำมัน
นายเอกนัฏ กล่าวถึงความคืบหน้าในการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ (PDP 2026) ที่จะใช้ยาวไปถึงปี 2050 ว่า แผนPDPฉบับใหม่ ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดไม่น้อยกว่า 60% ของกำลังผลิตทั้งหมด โดยรายละเอียดแผนPDP ฉบับใหม่จะมีการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR)ประมาณ 2,400เมกะวัตต์ แบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน (BESS) 10,485เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ 2,472เมกะวัตต์ ส่วนพลังงานโซลาร์พบว่าประเทศไทยมีศักยภาพมากถึง 272,087 เมกะวัตต์
ทั้งนี้คาดว่าร่างแผนPDP ฉบับใหม่จะเสนอ กบง.ในเดือนกรกฎาคมนี้ และเปิดรับฟังความคิดเห็น ก่อนที่จะเสนอ กพช.คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนสิงหาคม-กันยายน 2569
นอกจากนี้ เร่งปรับโครงสร้างราคาไฟฟ้าให้เป็นธรรม โดยการแยกค่าไฟทางสาธารณะออกจากบิลค่าไฟประชาชนให้ชัดเจน โดยภาครัฐจะรับผิดชอบโดยตรง ทำให้ค่าไฟฟ้าประชาชนถูกลง