xs
xsm
sm
md
lg

ชี้คนไทยเผชิญ “ภาวะโดดเดี่ยว” เพิ่มสูง Match Group จับมือ กรมสุขภาพจิต ผุดแคมเปญ “Human Connection” ช่วยสร้างสัมพันธ์คนองค์กร

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



Match Group และ Tinder ร่วมกับ กรมสุขภาพจิตและพันธมิตร ตระหนักคนไทยเผชิญปัญหาความสัมพันธ์ รุกเปิดตัวแคมเปญ "Human Connection" ดึงองค์กรหลากหลาย สร้างเครือข่ายร่วมแก้โจทย์ใหญ่ ตั้งเป้า 100 องค์กร พนักงาน 2 หมื่นคน ภายในปี 2570

ผลสำรวจล่าสุดของ Human Connection ซึ่งจัดทำโดย Ipsos ในนามของ Match Group ระบุว่า 87% ของคนไทยกำลังมองหาการเชื่อมต่อใหม่ๆ ขณะที่ 85% เผชิญกับความโดดเดี่ยวเป็นบางครั้ง และ72% ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ที่มีความหมาย มากกว่าความสัมพันธ์แบบผิวเผิน สะท้อนให้เห็นว่าคนไทย โดยเฉพาะ Gen Z และคนโสดกำลังเผชิญภาวะความโดดเดี่ยว พร้อมต้องการสร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมายมากขึ้น

ขณะที่ ไลฟ์สไตล์ในยุคปัจจุบันกำลังกลายเป็นอุปสรรคในการสร้างความสัมพันธ์ใหม่ๆ โดยผลสำรวจพบว่า 48% ของผู้ตอบแบบสอบถาม ให้ความสำคัญกับงานหรือการเรียนมากกว่าการใช้ชีวิตในสังคม ขณะเดียวกัน 40% มองว่าบริเวณที่อาศัยอยู่ยังขาดพื้นที่สาธารณะที่เข้าถึงได้ง่ายโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายสำหรับการพบปะผู้คนใหม่ๆ นอกจากนี้ ยังพบว่าคนไทย 31% รู้สึกว่าตัวเองขาดความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งที่สามารถรับฟังและพึ่งพาทางอารมณ์ได้อย่างแท้จริง

ผลสำรวจยังพบอีกว่า 29% ของคนไทยระบุว่า การขาดการเชื่อมต่อทางสังคมส่งผลกระทบต่อสุขภาพหรือการนอนหลับ และ 24% พบว่าประสิทธิภาพในการทำงานลดลง ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการขาดความสัมพันธ์ที่มีความหมายสามารถส่งผลในหลากหลายมิติทั้งต่อตนเอง สถานที่ทำงาน และคอมมูนิตี้


ผลสำรวจดังกล่าวเป็นที่มาของแคมเปญ “Human Connection” โครงการระดับประเทศครั้งแรก ที่เปิดตัวเมื่อเร็วๆ นี้ จากความร่วมมือระหว่าง Match Group และ Tinder ร่วมกับ กรมสุขภาพจิต พร้อมด้วย the Global Initiative on Loneliness and Connection (GILC) เครือข่ายระดับโลกขององค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่แก้ไขปัญหาวิกฤตความเหงา และการแยกตัวทางสังคม รวมทั้ง สถาบันวิชาการเพื่อความยั่งยืนทางสุขภาพจิต (TIMS) สติแอพ และ AIS เพื่อรับมือกับปัญหาภาวะโดดเดี่ยวที่เพิ่มสูงขึ้นในสังคมไทย ผ่านการสร้างการเชื่อมต่อระหว่างผู้คน

เคธี่ ปีเตอร์ส รองประธานอาวุโสและหัวหน้าฝ่ายกิจการองค์กร Match Group เปิดเผยว่า แคมเปญนี้เปิดพื้นที่ให้องค์กรในภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาคธุรกิจ หน่วยงานรัฐ องค์กรไม่แสวงหากำไร (Non-Profit) รวมถึงกลุ่มคอมมูนิตี้ต่างๆ เดินหน้าสร้างการเปลี่ยนแปลงร่วมกัน โดยชวนองค์กรทั่วประเทศมาร่วมขับเคลื่อน ด้วยการร่วมลงนามคำมั่นสัญญา “Human Connection” และมุ่งมั่นดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้คนในองค์กรเชื่อมต่อกันได้มากขึ้น

เคธี่ ปีเตอร์ส รองประธานอาวุโสและหัวหน้าฝ่ายกิจการองค์กร Match Group
คำมั่นสัญญา “Human Connection” จะช่วยให้องค์กรมีแนวทางที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในการดูแลพนักงาน เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นทั้งในที่ทำงานและชีวิตประจำวัน โดยมี 4 แนวทางหลัก ได้แก่ 1.การเปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้ใช้เวลาร่วมกัน 2.การเพิ่มช่วงเวลาที่ผู้คนได้พบเจอกันตัวต่อตัว 3.การสร้างความเข้าใจเรื่องความโดดเดี่ยวและการแยกตัวจากสังคม และ4.การดูแลสุขภาพจิตและอารมณ์ เพื่อให้องค์กรสามารถเลือกนำแนวทางที่ตรงกับวัฒนธรรมและผู้คนในองค์กรไปใช้ ซึ่งจะช่วยให้ที่ทำงานและคอมมูนิตี้กลายเป็นสถานที่ที่ทุกคนรู้สึกเชื่อมโยงกันได้มากขึ้น ได้รับแรงสนับสนุน และเติบโตได้อย่างเต็มที่

ผู้บริหาร Match Group ย้ำว่า “การเชื่อมต่อกับผู้คนเป็นกุญแจสำคัญของคุณภาพชีวิตที่ดี แต่หลายคนกลับพบว่าการสร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมายไม่ใช่เรื่องง่าย ผลสำรวจดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าผู้คนกำลังมองหาพื้นที่และโอกาสในการพบปะคนใหม่ๆ เพิ่มขึ้น และหลายคนให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ที่มีความหมายมากกว่าความสัมพันธ์ผิวเผิน แคมเปญนี้จะช่วยให้ผู้คนเชื่อมต่อกันได้ง่ายขึ้นและรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้อย่างแท้จริง”

ดร.นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ โฆษกกระทรวงสาธารณสุขและกรมสุขภาพจิต
ดร.นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ โฆษกกระทรวงสาธารณสุขและกรมสุขภาพจิต และผู้ร่วมก่อตั้งสถาบันวิชาการเพื่อความยั่งยืนทางสุขภาพจิต (TIMS) กล่าวว่า ปัจจุบันกรมสุขภาพจิตไม่ได้ดูแลผู้ที่เจ็บป่วยเท่านั้น เพราะการที่ใครจะเจ็บป่วยหมายถึงเราเกิดการสูญเสียขึ้นแล้ว ไม่ว่าจะเป็นด้านการทำงาน การใช้ชีวิตประจำวัน รวมถึงครอบครัวและคนรอบข้างที่ต้องดูแลผู้ป่วยจิตเวช จึงต้องมองปัจจัยทางสังคมที่กำหนดสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็น สภาพแวดล้อม กฎระเบียบ นโยบาย การใช้ชีวิตประจำวัน วัฒนธรรม ค่านิยม รวมทั้งความสัมพันธ์ของผู้คนในบริบทต่างๆ ทั้งองค์กร ชุมชน บ้าน ฯลฯ ซึ่งมีส่วนสำคัญอย่างมากที่ส่งผลให้คนมีสุขภาพจิตดีหรือไม่ดี

หลายคนอาจมองว่า “ปัจจัยทางสังคม” กำหนดได้ยากมาก แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนสามารถทำได้คือ “การสร้างความสัมพันธ์” ที่ดี มีคุณภาพ มีความเข้าใจกันและกัน ซึ่งมีหลากหลายแบบ ทั้งความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน คนกับชุมชน คนกับองค์กร คนกับสถานที่ ฯลฯ สำหรับการเปิดตัวแคมเปญ “Human Connection” เป็นการเริ่มด้วยความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรที่มีวิสัยทัศน์ตรงกันว่า ความสัมพันธ์ของคนกับ community ต่างๆ มีความสำคัญ จึงร่วมกันผลักดันเรื่องนี้ โดยหน้าที่ของกรมสุขภาพจิตคือการทำให้คนมีสุขภาพจิตดีขึ้น


“เรารู้ว่าเรื่องความสัมพันธ์เป็นต้นตอของสุขภาพจิต เช่น ผู้สูงอายุที่มีความสัมพันธ์ไม่ดีก็จะอายุสั้น ส่วนวัยรุ่นหรือวัยทำงานที่มีความวสัมพันธ์ไม่ดีหรือไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์ใหม่ๆ ได้ก็ต้องอยู่อย่างเดียวดาย และทำให้มีปัญหาสุขภาพจิต จึงเป็นที่มาของการเข้าร่วมแคมเปญนี้”

“เพราะการสร้างความสัมพันธ์หรือการเชื่อมต่อมีความสำคัญในการเติมเต็มสุขภาพใจและคุณภาพชีวิต การสร้างพื้นที่ให้ผู้คนเชื่อมโยงกันมากขึ้นจึงต้องร่วมกับหลายภาคส่วน เราเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนแคมเปญนี้ ด้วยการรวมพันธมิตรจากหลายภาคส่วน เราจะช่วยส่งเสริมการตระหนักรู้ การพูดคุย รวมถึงการลงมือทำ เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและการเชื่อมโยงทางสังคม”

ดร.นพ.วรตม์ กล่าวเสริมว่า สำหรับสถาบันวิชาการเพื่อความยั่งยืนทางสุขภาพจิต (TIMS) หน่วยงานด้านวิชาการ ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. เชื่อว่าความสัมพันธ์ที่ดีจะนำไปสู่สุขภาพจิตที่ดี ซึ่งจะทำให้มีการใช้ชีวิตที่ดีได้อย่างยั่งยืน และมุ่งเน้นการทำงานร่วมกับเครือข่ายต่างๆ ซึ่งการร่วมกับแคมเปญฯ ถือเป็นก้าวแรกของการสนับสนุนให้เกิดการสร้างความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน โดยเริ่มจากองค์กรต่างๆ ที่มาร่วมกันในวันนี้ เพื่อเป็นตัวอย่างให้กับองค์กรอื่นๆ ที่จะมาเข้าร่วมต่อไป


แคมเปญฯ มุ่งหวังที่จะเห็นผู้ลงนามจำนวน 100 องค์กร และเข้าถึงพนักงานมากกว่า 20,000 คน ภายในปี 2570 ทั้งนี้ องค์กรทั่วประเทศไทยได้รับการเชิญชวนให้ร่วมขับเคลื่อนและเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างการเชื่อมต่อทางสังคม เพื่อให้ที่ทำงานและคอมมูนิตี้ เป็นพื้นที่ที่ผู้คนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง ได้รับแรงสนับสนุน และเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยหลายองค์กรได้ร่วมลงนามแล้ว เช่น VML Thailand และจงรักดี ซึ่งมีความมุ่งมั่นโดยจะเปิดตัวโครงการหลายรูปแบบเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์และความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งในที่ทำงาน อาทิ Passion Market ที่เปิดโอกาสให้พนักงานเชื่อมต่อกันมากกว่าในฐานะเพื่อนร่วมงาน การจัด Behind the Brief storytelling sessions ทุก 3 เดือน และ Annual Emotional Check-Up เพื่อดูแลและเข้าใจความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน เป็นต้น ./