SBI Group เปิดตัว JPYSC สกุลเงินดิจิทัลอิงเงินเยนญี่ปุ่นชนิดแรกในญี่ปุ่นที่ออกโดยธนาคารทรัสต์ ภายใต้กรอบกฎหมายบริการการชำระเงินของประเทศ โดยไม่มีเพดานจำกัดวงเงินต่อธุรกรรม ซึ่งถือเป็นจุดพลิกผันสำคัญที่ทำให้ stablecoin เยนสามารถรองรับการชำระเงินระดับสถาบันและธุรกรรม tokenized RWA ได้เป็นครั้งแรก
JPYSC เปิดให้ใช้งานอย่างเป็นทางการในวันที่ 24 มิถุนายน 2569 โดย SBI Shinsei Trust Bank เป็นผู้ออก และจัดจำหน่ายผ่าน SBI VC Trade เพียงช่องทางเดียว โทเค็นนี้ตรึงมูลค่าในอัตรา 1:1 กับเงินเยน และถูกจัดประเภทเป็น "เครื่องมือการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์" ภายใต้กฎหมายบริการการชำระเงินของญี่ปุ่น โดยในวันแรกของการเปิดตัว JPYSC มีมูลค่าหมุนเวียนในระบบราว 70 ล้านดอลลาร์
สิ่งที่ทำให้ JPYSC แตกต่างจาก stablecoin เยนรุ่นก่อนทั้งหมดในตลาด คือการยกเลิกเพดานวงเงิน 1 ล้านเยนต่อธุรกรรม ซึ่งเป็นข้อจำกัดที่ฉุดรั้งผลิตภัณฑ์ประเภท fund-transfer stablecoin ให้ใช้งานได้เฉพาะการชำระเงินขนาดเล็กในระดับรายย่อยเท่านั้น การถอดเพดานนี้เปิดประตูให้ JPYSC รองรับการชำระธุรกรรมระดับสถาบัน การซื้อขาย tokenized RWA รวมถึงการใช้งานในตลาด FX ข้ามพรมแดน
โครงสร้างทางกฎหมายของ JPYSC ถือเป็นแกนหลักที่ทำให้ผลิตภัณฑ์นี้มีน้ำหนักในเชิงกฎระเบียบ SBI Shinsei Trust Bank เก็บรักษาสินทรัพย์สำรองไว้ในบัญชีทรัสต์แยกต่างหาก ประกอบด้วยเงินสดและตราสารหนี้สกุลเยนที่มีสภาพคล่องสูง ผู้ถือ JPYSC จึงมีสิทธิเรียกร้องทางกฎหมายโดยตรงต่อสินทรัพย์อ้างอิงภายใต้กฎหมายทรัสต์ของญี่ปุ่น กรอบกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมฉบับปรับปรุงของญี่ปุ่นสร้างเส้นทางกฎหมายนี้โดยเฉพาะสำหรับ stablecoin ที่ออกโดยธนาคารทรัสต์ และ JPYSC คือผลิตภัณฑ์แรกที่ดำเนินการสำเร็จ
ด้านโครงสร้างพื้นฐานบล็อกเชน Startale Group ซึ่งตั้งอยู่ในสิงคโปร์เป็นผู้ร่วมพัฒนาร่วมกับ SBI โดย โซตะ วาตานาเบะ (Sota Watanabe) ซีอีโอ Startale ระบุว่า JPYSC ออกแบบมาเป็น "โครงสร้างพื้นฐาน" สำหรับผู้ใช้ทั้งรายย่อย ภาคธุรกิจ และสถาบันการเงินระดับสากล เพื่อทำธุรกรรมบนเชน ขณะนี้ JPYSC ทำงานบน Ethereum เป็นหลัก โดยแผนการขยายไปยังหลายเชนผ่านโครงสร้างพื้นฐานที่ Sony หนุนหลังยังอยู่ระหว่างพัฒนา
อย่างไรก็ตามในเชิงการแข่งขัน JPYSC ทำตลาดได้ก่อนโครงการ stablecoin ร่วมของธนาคารใหญ่สามแห่งของญี่ปุ่น ได้แก่ MUFG, SMBC และ Mizuho ซึ่งประกาศแผนเริ่มธุรกรรมเชิงพาณิชย์ในปีงบประมาณ 2569 แต่ยังไม่มีรายละเอียดว่าจะใช้โครงสร้างทรัสต์แบบเดียวกันหรือไม่ ช่องว่างทางกฎหมายนี้คือแต้มต่อที่ SBI Group มีในเวลานี้
สำหรับนักลงทุนและภาคธุรกิจในอาเซียน JPYSC ส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าตลาด stablecoin สกุลเงินท้องถิ่นในเอเชียกำลังเคลื่อนเข้าสู่เฟสใหม่ที่ยึดโยงกับโครงสร้างกฎหมายธนาคารดั้งเดิม หากโมเดลทรัสต์ของ JPYSC ได้รับการพิสูจน์ในตลาดญี่ปุ่น ประเทศอื่นในภูมิภาครวมถึงไทยอาจนำโครงสร้างนี้มาเป็นต้นแบบในการพัฒนา stablecoin สกุลเงินบาทในอนาคต