บลจ.เอ็มเอฟซีประเมินเงินเฟ้อยังเป็นปัจจัยหลักกำหนดทิศทางลงทุนทั่วโลก ชี้นักลงทุนต้องมองหาสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนชนะเงินเฟ้อ เชียร์ 4 กองทุนธีมเอไอผลงานหรู ชูกองเมมโมรีชิป ยิลด์พุ่ง 130% หลังตั้งกองทุนแค่2 เดือนขณะที่หุ้นไทยปีนี้บวกแรงจากเงินต่างชาติไหลกลับ แต่มองดัชนีใกล้เป้า 1,600 จุด อัปไซด์ระยะสั้นเริ่มจำกัด แนะจับตาหุ้นค้าปลีก ท่องเที่ยว และธนาคารปันผลสูง
นายธนโชติ รุ่งสิทธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนเอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFC เปิดเผยว่า ปัจจัยสำคัญที่สุดในการลงทุนตั้งแต่ต้นปี คือ ภาวะเงินเฟ้อ แม้กระทั่งก่อนเกิดสงคราม ปีนี้แนวโน้ม การลงทุนจึงค่อนข้างชัดเจน ว่านักลงทุนต้องการหุ้นหรือการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนชนะเงินเฟ้อได้ ซึ่งเป็นภาพที่เกิดขึ้นทั่วโลก บริษัทจึงมีการคัดเลือกผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์การลงทุนตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาด้วยการนำ โครงสร้างผลิตภัณฑ์การลงทุน ที่มีฐานคล้ายตราสารหนี้ แต่เพิ่มความเสี่ยงขึ้นมาเล็กน้อย เพื่อให้นักลงทุนมีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูงกว่าการฝากเงินหรือการลงทุนแบบเดิม
อีกประเด็นสำคัญคือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ AI ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งบริษัทติดตามการพัฒนาการของเทคโนโลยีนี้มาประมาณ 3 ปีแล้ว หากย้อนกลับไป จุดเริ่มต้นที่คนพูดถึงมากคือ ChatGPT หลังจากนั้นก็มี Gemini และแพลตฟอร์มอื่น ๆ ตามมา ซึ่งภาพนี้คล้ายกับยุคแรกของโซเชียลมีเดีย ที่เคยมีหลายแพลตฟอร์ม เช่น Facebook, Hi5 และแอปพลิเคชันอื่น ๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผู้ใช้งานจะเหลือแพลตฟอร์มหลักเพียงไม่กี่ราย ซึ่งAI ในวันนี้ก็เช่นเดียวกัน แต่เรายังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าใครจะอยู่รอดของเกมนี้ในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม บริษัทมองว่าห่วงโซ่อุปทาน เป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องใช้ร่วมกัน การลงทุนใน AI จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่หุ้นแอปพลิเคชันหรือบริษัทเทคโนโลยีปลายทางเท่านั้น แต่ครอบคลุม “โครงสร้างพื้นฐาน” ทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่พลังงาน ไฟฟ้า ศูนย์ข้อมูล ชิป หน่วยความจำ ไปจนถึงเทคโนโลยีที่ผู้ใช้งานเห็นจริง และยิ่งAIได้รับความนิยมและปริมาณการใช้มากเท่าไร ความต้องการสินค้าในห่วงโซ่อุปทานจะเพิ่มขึ้นไปด้วย
ทั้งนี้บริษัทมีกองทุนแนะนำในกลุ่มนี้ 4 กองทุนประกอบด้วย M-MEM เน้นลงทุนในกลุ่ม Memory Chip หรือชิปหน่วยความจำ ที่ได้ประโยชน์จากความต้องการ HBM, DRAM และ NAND ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของ AI
กองทุนนี้มีผลตอบแทนตั้งแต่จัดตั้งกองทุนแล้วถึง 130% และถือเป็นธีมที่บริษัทนำเสนอเป็นรายแรกและมีความเชื่อมั่นว่าจะสามารถเติบโตในระยะเวลาต่อจากนี้ไปอีก2ปี เนื่องจากปัจจุบันการประมวลผลที่รวดเร็วยังต้องอาศัยส่วนประกอบอื่นด้วย โดยส่วนประกอบสำคัญคือ Memory หรือ หน่วยความจำ และได้รับปัจจัยบวกจากเม็ดเงินลงทุน ของกลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ ในปี 2026-2028 ที่จะสูงถึงระดับ 5-7 แสนล้านดอลลาร์ต่อราย
“เราเริ่มพูดถึงประเด็น Memory ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ปัจจุบันผู้ผลิต Memory ความเร็วสูง เช่น DDR5 หรือ หน่วยความจำรุ่นใหม่ที่มีความเร็วสูง มีอยู่เพียงไม่กี่รายในโลก ได้แก่ SK Hynix และ Samsung จากเกาหลีใต้ รวมถึง Micron จากสหรัฐฯ เหตุผลที่ต้องใช้ Memory ความเร็วสูงคือ หากเราซื้อโน้ตบุ๊กหรือประกอบคอมพิวเตอร์ใหม่ และเลือกใช้หน่วยประมวลผล รุ่นใหม่ล่าสุดของ Intel หรือ AMD ตัวประมวลผลจะทำงานได้เร็ว แต่ข้อมูลที่ส่งไปให้ประมวลผลต้องมาจากหน่วยความจำหลัก ที่เร็วพอด้วย ผู้ที่ลงทุนใน AI หรือ Data Center ต้องอยู่กับเทคโนโลยีเหล่านี้ไปอีก 10 กว่าปี และมีภาระการลงทุนระยะยาว ดังนั้นพวกเขาจึงมีแรงจูงใจที่จะซื้อเทคโนโลยีรุ่นใหม่มาใช้งานมากกว่า“นายธนโชติ
ส่วนกองทุนน่าสนใจที่เหลืออีก3กองทุนประกอบด้วย MGTECHกองทุนที่ได้ประโยชน์จากห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีทั่วโลก
กองทุนMATECHเน้นลงทุนในผู้ผลิตชิปและเทคโนโลยีฝั่งเอเชีย ซึ่งเป็นฐานการผลิตสำคัญของห่วงโซ่อุปทานโลก และกองทุนMRENEW
เน้นกลุ่มพลังงาน โดยได้ประโยชน์จากความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในยุค AI โดยเฉพาะการเติบโตของศูนย์ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
หุ้นไทยใกล้เป้า 1,600 จุด แนะจับตาหุ้นค้าปลีก-ท่องเที่ยว-แบงก์ปันผล
นายเชาวน์กร โชติบัณฑ์ Head of Investment Strategy บลจ.เอ็มเอฟซี กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้ทั้งปีน่าจะโตประมาณ 1.9-2% โดยไตรมาส 1 โตค่อนข้างดี ส่วนหนึ่งเป็นผลจากปัจจัยในตลาดหุ้นไทยก่อนหน้านี้ คือเรื่องการเลือกตั้ง พอได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพสูงจึงทำให้มั่นใจว่าการผลักดันนโยบายต่าง ๆ น่าจะผ่านไปได้ด้วยดี
อีกเรื่องหนึ่งคือเม็ดเงินส่งเสริมการลงทุนของ BOI โดยเฉพาะโครงการลงทุนเกี่ยวกับ Data Center มีมูลค่าเป็นหลักแสนล้านบาท ถ้าเม็ดเงินเหล่านี้เข้ามาในประเทศก็จะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้การลงทุนภาคเอกชนเป็นแรงขับเคลื่อน GDP ปีนี้ให้ถึงเป้าที่เรามองไว้ประมาณ 1.9-2%
ส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นไทยช่วงที่ผ่านมา
ถือว่าเป็นปีที่ดีและบวกมาประมาณ 25% โดยเม็ดเงินต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิ ระมาณ 20,000 กว่าล้านบาท โดยดัชนีหุ้นไทยปีนี้น่าจะอยู่ที่ ประมาณ 1,600 จุด โดยกำไรต่อหุ้นประมาณ 97 บาทและ P/E อยู่ประมาณ 15 เท่า เมื่อนำมาคูณกันก็จะได้ดัชนีประมาณ 1,600 จุด ซึ่งปัจจุบันก็อยู่ใกล้ระดับนั้นแล้ว
อย่างไรก็ตามบริษัทมองว่าภาพรวมอัปไซด์อาจค่อนข้างจำกัดในระยะสั้น คือในช่วง 3-6 เดือน อาจไม่ได้มีมากนัก แต่ภายในตลาดยังมีการหมุนกลุ่มลงทุน ระหว่างกลุ่มอุตสาหกรรม ทำให้แม้ภาพรวมอัปไซด์จำกัด แต่ในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมยังสามารถหมุนเม็ดเงินเข้าไปหากลุ่มที่มีอัปไซด์มากกว่าได้
ตัวอย่างเช่น ในไตรมาส 2 มีเรื่องการบริโภคและราคาน้ำมันที่อาจฉุดการบริโภค แต่หลังจากนี้คาดว่ากลุ่มค้าปลีก/พาณิชย์ น่าจะฟื้นตัวตามการบริโภคที่ดีขึ้นกลุ่มท่องเที่ยวก็เช่นกัน จากผลกระทบในตะวันออกกลางที่ทำให้นักท่องเที่ยวหายไป หรือคนไม่ค่อยกล้าเที่ยวในช่วงไตรมาส 2 พอเข้าสู่ไตรมาส 3-4 การท่องเที่ยวน่าจะกลับมาเป็นแรงหนุนได้อีก
ส่วนกลุ่มธนาคารยังมีการจ่ายปันผลสูง เรามองว่านักลงทุนที่เห็นว่าตลาดหุ้นมีอัปไซด์ไม่มาก อาจหันมามองเรื่องเงินปันผล กลุ่มธนาคารยังเป็นกลุ่มที่เติบโตไปตามเศรษฐกิจ ถึงเศรษฐกิจจะโตไม่สูงมาก อยู่ราว 2% แต่หุ้นกลุ่มนี้ยังจ่ายปันผลดี ทำให้เราคิดว่าการหมุนกลุ่มลงทุน ยังสร้างโอกาสใน