xs
xsm
sm
md
lg

ครม.เคาะตั๋วร่วมรถไฟฟ้าค่าโดยสาร 17-45 บาทต่อเที่ยว ข้ามสายจ่ายครั้งเดียว คาดชดเชย 4.6 พันล้านบาท/ปี

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ครม.เคาะตั๋วร่วม รฟม. คุมรถไฟฟ้าเบ็ดเสร็จ โอน”สีขียว-ทอง-แดง”บริหารเจ้าเดียวพร้อมเห็นชอบ ตั๋วร่วม 17-45 บาทต่อเที่ยวเดินทาง คิดค่าแรกเข้าครั้งเดียวตั้งเป้าเริ่มใช้ปีใหม่ 70 ลดภาระค่าครองชีพประชาชน คาดชดเชยรายได้ 4,698 ล้านบาทต่อปี

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 23 มิ.ย. 2569 มีมติเห็นชอบมาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนผ่านอัตราค่าโดยสารร่วมในระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน ครอบคลุมรถไฟฟ้าทุกสีและทุกสาย โดยใช้ระบบตั๋วร่วม กำหนดอัตราค่าโดยสาร 17-45 บาท ต่อเที่ยวการเดินทาง
โดยเสียค่าแรกเข้าเพียงครั้งเดียว และเห็นชอบให้ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เป็นผู้บริหารจัดการโครงการรถไฟฟ้าแบบองค์รวม (Single Ownership) ตามมติคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) ครั้งที่
2/2568 เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 โดยให้โอนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนหลัก สายสีเขียวส่วนต่อขยาย สายสีทอง และสายสีแดง มายังรฟม.เพื่อผลักดันระบบตั๋วร่วมและค่าโดยสารร่วม
 
พร้อมกันนี้ ครม.เห็นชอบให้ยกเลิกมติ ครม. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 เรื่อง มาตรการอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุด 20 บาท ตลอดสาย (ระยะที่ 2) และยกเลิกการมอบหมายให้สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) (สพร.) ดำเนินการพัฒนาระบบบริหารจัดการรายได้กลาง CCH โดยมอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) หารือร่วมกับกระทรวงการคลังเพื่อพิจารณาหน่วยงานที่เหมาะสมในการดำเนินการพัฒนาและบริหารจัดการศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง(Clearing House) ซึ่งคลังเห็นด้วยที่ให้ธนาคารกรุงไทยเป็นผู้ดำเนินการ ละออกกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าโดยสารร่วม พ.ศ. ... ให้ภายเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2569
 
ทั้งนี้ รัฐบาลจะผลักดันมาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนผ่านอัตราค่าโดยสารร่วมให้เริ่มใช้ได้ภายในวันที่
1 มกราคม 2570 เป็นของขวัญปีใหม่และลดภาระค่าครองชีพประชาชน ภายใต้หลักการ 1.อัตราค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว (รวมอัตราค่าแรกเข้าตามสัญญาเดิม 17 บาท) ครอบคลุมรถไฟฟ้าทุกสายในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลทั้งหมด หากค่าโดยสารตลอดเส้นทางไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว ให้จัดเก็บตามจริง และไม่มีการเก็บอัตราค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน โดยจัดเก็บที่สถานีต้นทางเพียงครั้งเดียว 2. ใช้บัตร EMV Contactless Card ในการชำระค่าโดยสาร และ 3.กำหนดค่าโดยสารพิเศษสำหรับผู้สูงอายุเด็ก คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส
 
นายพิพัฒน์กล่าวว่า ในวันที่ 24 มิ.ย.นี้ จะเชิญรฟม.มาให้ข้อมูลเบื้องต้นจากนั้นจะต้องเร่งรัดการเจรจากับเอกชนในเรื่องรายได้ จำนวนผู้โดยสาร และการชดเชย ให้เกิดความชัดเจนและทันกรอบเวลา และนำผลการเจรจา รวมถึงวงเงินอุดหนุนผ่านกองทุนตั๋วร่วมรายงานต่อครม.อีกครั้ง
 
“หลักการตั๋วร่วมอัตราค่าโดยสาร 17-45 บาทนั้น ใช้ได้กับรถไฟฟ้าทุกสายรวมถึงแอร์พอร์ตลิงก์ด้วย ซึ่งจะดำเนินการถ่ายโอนสิทธิการจัดเก็บค่าโดยสารมาให้รฟม. โดยมี Clearing House ทำหน้าที่คำนวณชดเชยส่วนต่างรายได้ที่ลดลงให้เอกชน และจ่ายคืนค่าโยสารให้ใช้บริการ”

@ตั้งชดเชยรายได้ 4,698 ล้านบาทต่อปี

ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมได้เสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาเรื่องอัตราค่าโดยสารของรถไฟฟ้าต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งเป็นมาตรการระยะเปลี่ยนผ่าน ด้วยการผลักดันการใช้ตั๋วร่วมและอัตราค่าโดยสารร่วม ด้วยหลักการ คือ กำหนดราคาแรกเข้าเริ่มต้นไม่เกิน 17 บาท และค่าเดินทางสูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว โดยไม่คิดค่าแรกเข้าซ้ำซ้อนในกรณีเปลี่ยนสาย และเคารพสัญญาสัมปทานเดิมที่มีอยู่ พร้อมให้มีศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง (CCH)เพื่อจัดการรายได้ และคืนเงินส่วนต่างที่ประชาชนจ่ายตามค่าโดยสารเดิม คืนกลับไปให้ประชาชนตามมาตรการของรัฐบาล ซึ่งมาตรการนี้ จะต้องใช้กรอบวงเงินสนับสนุน ประมาณ 4,698 ล้านบาทต่อปี โดยเงินอุดหนุนส่วนนี้จะลดลง หากหน่วยงานเจ้าของสัมปทานเจรจาส่วนแบ่งรายได้ของผู้ให้บริการ จากจำนวนผู้เดินทางที่เพิ่มขึ้น

@ คาดผู้โดยสารรถไฟฟ้าทั้งระบบเพิ่ม จาก 1.4 ล้านคนเป็น 1.56 ล้านคน/วัน

จากมาตรการของรัฐ จะทำให้จำนวนผู้โดยสารในระบบรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเป็น 1.562 ล้านคนเที่ยวต่อวัน จากเดิม 1.406 ล้านคนเที่ยวต่อวัน โดยคาดว่าจะมีความคุ้มค่าจากการลงทุนประมาณ 16,007.30 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นการช่วยประชาชนลดค่าครองชีพ สนับสนุนการใช้รถไฟฟ้า และเป็นก้าวแรกในการพัฒนาการใช้ระบบตั๋วร่วม  และการกำหนดอัตราค่าโดยสารร่วมระหว่างผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะ


ขณะที่มาตรการค่าโดยสารแบบเหมาทั้งวันนั้น ปัจจุบันใช้กับสายสีม่วงและสีแดงในราคา 40 บาทตลอดวัน ส่วนจะขยายไปใช้กับทุกสายนั้น จะต้องโอนทรัพย์สินหนี้สินรถไฟฟ้าทุกสายมาเป็นของ รฟม. แต่ติดปัญหาคือรัฐบาลไม่มีเงินมากพอที่จะไปซื้อสัมปทานรถไฟฟ้ากลับมาซึ่งแนวทางที่หารือกับกระทรวงการคลังคือ นำรถไฟฟ้าทั้งหมดไประดมทุนใน Thailand Future Fund (TFFIF) หรือ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย ประมาณการเบื้องต้นประมาณกว่า 2 แสนล้านบาทในการซื้อคืนรถไฟฟ้า คาดใช้เวลา 1 ปีครึ่ง ถึง 2 ปี ดังนั้นในระหว่างนี้จะใช้วิธีการค่าโดยสาร 17- 45 บาท ต่อเที่ยวไปก่อน

ด้านนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า มาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนผ่านอัตราค่าโดยสารร่วมในระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน(Common Fare) อัตราค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว เพื่อให้ประชาชนสามารถเดินทางด้วยระบบรถไฟฟ้าได้ในราคาที่เหมาะสมลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากยิ่งขึ้น

สำหรับมาตรการบัตรโดยสารเหมาจ่ายรายวันราคา 40 บาท รถไฟฟ้าสายสีม่วงและสายสีแดง ยังคงดำเนินการต่อไป จนกว่าจะเริ่มใช้มาตรการลดภาระค่าครองชีพผ่านอัตราค่าโดยสารร่วม 17-45 บาท เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างต่อเนื่อง และไม่เกิดช่องว่างระหว่างการเปลี่ยนผ่าน

ส่วนการบริหารจัดการโครงการรถไฟฟ้าแบบองค์รวมในระยะต่อไป เพื่อมุ่งให้ระบบรถไฟฟ้าทั้งประเทศมีการบริหารจัดการที่เป็นเอกภาพ ลดความซ้ำซ้อนเชื่อมโยงการเดินทาง และสร้างความเป็นธรรมด้านค่าโดยสารให้กับประชาชน โดยจะเริ่มเสนอคณะกรรมการกำกับดูแล ตามมาตรา 43 แห่งพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 ของสัญญาสัมปทานโครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในแต่ละสัญญาดำเนินการเจรจา เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการเปลี่ยนรูปแบบสัญญาร่วมลงทุนทั้งหมดให้เป็นสัญญารูปแบบ Gross cost

นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคมจะเริ่มกระบวนการโอนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวเพื่อให้เกิดการบริหารจัดการในภาพรวมผ่านหน่วยงานของรัฐรายเดียว คือ รฟม. เพื่อให้การกำกับดูแลระบบรถไฟฟ้ามีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งในด้านโครงข่าย การให้บริการ การจัดการรายได้และการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนในระยะยาวผ่านการระดม กองทุน TFFIF