xs
xsm
sm
md
lg

ทย.คาดปี 70 รายได้เชิงพาณิชย์เพิ่มเท่าตัว หลังเซ็นธนารักษ์ ปลดล็อกเช่าพื้นที่สนามบินภูมิภาค

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



“คมนาคม–การคลัง” ปลดล็อก มอบอำนาจทย.บริหารที่ราชพัสดุสนามบินภูมิภาค28 แห่ง ครบวงจร ยืดเวลาเช่าสูงสุด 30 ปี คาดปี 70 รายได้เพิ่มเป็น 600 ล้านบาท เพิ่มทางเลือกสินค้าและบริการ–กระจายรายได้สู่ชุมชน – หนุนเศรษฐกิจภูมิภาค
 
วันนี้ (22 มิถุนายน 2569) ที่กระทรวงคมนาคม นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เข้าร่วมเป็นประธานและสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความตกลงระหว่างกรมธนารักษ์ (ธร.) กับ กรมท่าอากาศยาน (ทย.) โดยมี นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม และ นายลวรรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นผู้ลงนาม พร้อมด้วยผู้บริหารจากกรมท่าอากาศยาน นำโดย นายดนัย เรืองสอน อธิบดีกรมท่าอากาศยาน  และผู้บริหารจากกรมธนารักษ์ นำโดย นายอัครุตม์ สนธยานนท์ อธิบดีกรมธนารักษ์

 นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการบูรณาการงานรัฐ ขยายกรอบเวลาให้มีความยืดหยุ่น ลดขั้นตอน เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนที่จะได้รับการบริการที่ทันสมัยมากยิ่งขึ้น ซึ่งสนามบินภูมิภาคในสังกัดกรมท่าอากาศยาน 28 แห่ง จะสามารถดึงแบรนด์สินค้า ร้านอาหาร ร้านกาแฟ และสิ่งอำนวยความสะดวกใหม่ ๆ เข้ามาให้บริการได้รวดเร็วขึ้น

นอกจากนี้ยังสร้างโอกาสให้ชุมชนมีพื้นที่หมุนเวียนสำหรับสินค้าวิสาหกิจชุมชนและผู้ประกอบการรายย่อยในจังหวัดช่วยกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นการแข่งขันที่เป็นธรรม ผู้โดยสารจะได้สินค้าและบริการคุณภาพในราคาที่สมเหตุสมผล และเพิ่มทางเลือก รวมถึงโอกาสในการรองรับการเดินทางทางอากาศในธุรกิจใหม่อย่างการให้บริการเครื่องบินน้ำ (Seaplane)ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้
 
ซึ่งการมอบอำนาจครั้งนี้ สะท้อนถึงแนวทางใหม่ในการบริหารทรัพย์สินของรัฐ ทำให้ ทย. มีความคล่องตัวในการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์และยกระดับบริการสนามบินภูมิภาค รองรับการเติบโตของการเดินทางและเศรษฐกิจในพื้นที่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน เป็นไปตามเป้าหมายในการผลักดัน ให้ท่าอากาศยานภูมิภาคให้เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาระดับภูมิภาค เชื่อมโยงการขนส่งทางอากาศกับเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว กระจายความเจริญสู่ภูมิภาค (Airport for Regional Development)
 


ด้านนายดนัย เรืองสอน อธิบดีกรมท่าอากาศยาน กล่าวถึงการมอบอำนาจครั้งนี้ ให้กรอบอำนาจใหม่ของ กรมท่าอากาศยาน ลงนามสัญญาเช่าหรือสัญญาต่างตอบแทนกับเอกชนได้โดยตรง สำหรับโครงการมูลค่าไม่เกิน 500 ล้านบาท มีกรอบระยะเวลาจากเดิมจำกัดครั้งละไม่เกิน 3 ปี ให้ยืดหยุ่นได้ตามความเหมาะสม โดยพื้นที่ภายในอาคารเช่าได้สูงสุด 10 ปี (ร้านค้าปลอดภาษีสูงสุด 15 ปี) พื้นที่ภายนอกอาคารไม่เกิน 2 ไร่ เช่าได้สูงสุด 20 ปี และเกิน 2 ไร่ เช่าได้สูงสุด 30 ปี

และมีอำนาจบริหารสัญญาและดำเนินคดีได้ทั้งคดีแพ่งอาญา และปกครอง เพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐ ซึ่ง กรมท่าอากาศยาน จะใช้โอกาสนี้ในการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ให้ตอบสนองความต้องการของผู้โดยสารและสายการบินได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง เช่น การเพิ่มร้านอาหาร ร้านกาแฟ และสิ่งอำนวยความสะดวกใหม่ ๆ รวมถึงการจัดพื้นที่หมุนเวียนสำหรับวิสาหกิจชุมชนและผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อให้สนามบินเป็น “ศูนย์กลางเศรษฐกิจท้องถิ่น” ที่เชื่อมโยงการเดินทางกับการสร้างรายได้ในจังหวัดต่อไป

“ปัจจุบัน ทย.จัดเก็บรายได้ค่าเช่ารวมกว่า 3,000 ล้านบาทโดย ส่วนของการตกลงแบ่งรายได้อันเกิดจากการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ (ค่าเช่า) เข้าบัญชีเงินทุนหมุนเวียนท่าอากาศยาน10% ของรายได้ดังกล่าวหรือประมาณ 300 ล้านบาท MOU นี้จะทำให้ทย. มีความคล่องตัว ในการเปิดให้เอกชนเข้ามาเช่าพื้นที่มากขึ้น คาดว่าจะสามารถสร้างรายได้เชิงพาณิชย์ได้เพิ่มขึ้นเท่าตัว ส่งผลให้ ทย.มีรายได้เพิ่มเป็น 600 ล้านบาทในปี 2570 ”

อย่างไรก็ตาม คาดว่าปี 2569 เงินทุนหมุนเวียนฯจะขาดทุน โดยคาดรายได้ประมาณ 900 ล้านบาท มีรายจ่ายกว่า 1,000 ล้านบาท


ด้านนายอัครุตม์ สนธยานนท์ อธิบดีกรมธนารักษ์ กล่าวว่า กรมธนารักษ์ในฐานะหน่วยงานผู้กำกับดูแลที่ราชพัสดุมีภารกิจสำคัญในการบริหารทรัพย์สินของรัฐให้เกิดความคุ้มค่าโปร่งใส และสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน โดยมียุทธศาสตร์ในการเพิ่มมูลค่าและคุณค่าทรัพย์สินของแผ่นดิน ผ่านกลยุทธ์ VALUE เพื่อเดินหน้าประเทศไทยสู่ความยั่งยืน

สำหรับการจัดทำบันทึกข้อตกลงในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการดำเนินการตามกลยุทธ์ VALUE ของกรมธนารักษ์และเป็นการปรับกลไกการดำเนินงานให้สอดคล้องกับบริบทการพัฒนาท่าอากาศยานในปัจจุบันโดยการมอบอำนาจให้กรมท่าอากาศยานสามารถบริหารจัดการพื้นที่และจัดหาประโยชน์ในที่ราชพัสดุได้อย่างคล่องตัวมากยิ่งขึ้นภายใต้กรอบกฎหมายที่ราชพัสดุ หลักธรรมาภิบาล และการกำกับดูแลของกรมธนารักษ์

ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการอำนวยความสะดวกด้านการบริหารจัดการเท่านั้นแต่ยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดการลงทุน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินของรัฐในพื้นที่สนามบินภูมิภาคทั่วประเทศอันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการให้บริการประชาชน ผู้โดยสาร และผู้ประกอบการในพื้นที่ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นต้นแบบของการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐที่มุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ร่วมกัน โดยสามารถสร้างทั้งคุณค่าทางเศรษฐกิจ คุณค่าทางสังคมและประโยชน์ต่อประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมรวมทั้งร่วมกันผลักดันความร่วมมือครั้งนี้ให้เกิดขึ้น และจะเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาทรัพย์สินของรัฐให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติต่อไป