พารู้จักกับวัยรุ่น Gen Z หนุ่มอดีตช่างไฟที่ผันตัวมาเป็นพ่อค้าขายขนมหวานจากเพจ “ขนมหวานไรเดอร์” ที่จับเอาขนมหวานไทยใส่กล่องห้อยตะกร้าพ่วงท้ายรถมอเตอร์ไซค์ขับขายในพื้นที่จังหวัดระยอง จากเดิมที่ขายเอารายได้เสริมจนกลายมาเป็นอาชีพและรายได้หลักในที่สุด พัฒนาสูตรขนมจากคำติชมลูกค้าและศึกษาสูตรจากอินเตอร์เน็ตจนกลายเป็นสูตรของตัวเอง ขายดีวันละ 120 กล่อง ชูจุดขายพูดคุยกับลูกค้าอย่างเป็นกันเอง
นายมนัสชัย เกตุมณี หรือ เพชร เจ้าของร้านขนมหวานไรเดอร์ เล่าว่า เมื่อ 4 ปีที่แล้วที่จังหวัดเพชรบูรณ์ เดิมทีเขาและครอบครัวทำอาชีพเป็นช่างมาก่อน แต่ทางครอบครัวได้ทำขนมหวานตั้งขายหน้าบ้านเพื่อหารายได้เสริมแต่ก็ขายไม่ดีเท่าไหร่นัก ทำให้เขาบอกครอบครัวว่าขอเอาขนมหวานที่วางขายหน้าบ้านใส่ตะกร้าท้ายรถมอเตอร์ไซค์ไปขายเองเพราะขายไม่หมดสักที เขาจึงอาสาที่จะขับรถมอเตอร์ไซค์นำขนมออกไปขายให้เองจนกลายเป็นอาชีพเสริม
หลังจากนั้นไม่นานได้ย้ายมาอยู่ที่จังหวัดระยองทำงานเป็นแคชเชียร์ในร้านของชำของพี่สาว ซึ่งหลังจากเสร็จงานหลักเขาก็นำเอาไอเดียดังกล่าวมาหารายได้เช่นเดิม โดยขับรถมอเตอร์ไซค์พ่วงขนมหวานขายในพื้นที่จังหวัดระยอง ผลตอบรับดีเกินคาด จากนั้นเมื่อร้านขายของชำปิดตัวลงทำให้เขาหันมาขับรถขายขนมหวานอย่างจริงจังและกลายเป็นรายได้หลักในที่สุด ปัจจุบันทำเป็นอาชีพหลักได้ประมาณ 1 ปี
“ครั้งแรกผมเอาใส่ตะกร้าไป 1 ใบ พอขับไปขายเรื่อยๆ ก็เริ่มมองทิศทางออกว่ารถเราจะเป็นแบบไหน เพราะเรารู้ว่าควรวางหรือห้อยขนมหวานไว้ยังไง ออกแบบรถยังไงให้เหมาะสม มีดีไซน์ในหัวครับ ก็เลยใช้สิ่งที่คิดออกแบบเป็นรถมอเตอร์ไซค์พ่วงตะกร้าครับ” คุณเพชร ระบุ
ในส่วนของจุดเด่นและความพิเศษนั้น ถ้าหากมองเรื่องความโดดเด่นคุณเพชรให้ข้อมูลว่า จะโดดเด่นเรื่องรถ เพราะเป็นรถที่ขับไปไหนมาไหนคนจะสังเกตเห็นได้ง่ายเพราะใช้ตะกร้าพ่วงด้วยคล้ายรถพุ่มพวงที่หลายคนรู้จักกันเป็นอย่างดี ซึ่งคุณเพชรออกแบบให้ตอนกลางคืนมีไฟส่องแสงให้ลูกค้าสามารถมองเห็นได้ รวมถึงมีความเรียบง่ายไม่หวือหวาแต่ลูกค้าจำได้ นอกจากนี้ยังรวมไปถึงตัวเขาเองที่มีสไตล์การขายที่แตกต่าง เขาพูดคุยกับลูกค้าด้วยความเป็นกันเอง สามารถดึงดูดลูกค้าให้ซื้อของได้ ทำให้กลายเป็นจุดแข็งในการขายของเขาไปโดยปริยาย
ปัจจุบันคุณเพชรกลายเป็นพ่อค้าขายขนมหวานเต็มตัว โดยสูตรขนมต่างๆ เขาจะเรียนรู้กับทางครอบครัว เช่น ขนมวุ้นกะทิ ส่วนเมนูอื่นเขาจะศึกษาเพิ่มเติมจากอินเตอร์เน็ต เพื่อนำมาพัฒนาและปรับปรุงให้ได้สูตรที่ลงตัว รวมถึงได้รับคำติชมจากลูกค้าทำให้เขานำคำติชมเหล่านั้นมาปรับปรุงจนได้สูตรที่เป็นสูตรของตัวเองและลงตัวในที่สุด ปัจจุบันเขาทำขนมหวานเองทั้งหมดและนำออกไปขายด้วยตัวเอง
ทำไมต้องเป็น “ขนมหวานไรเดอร์” คุณเพชรอธิบายว่า เหตุผลที่เป็นขนมหวานไรเดอร์เพราะเขาต้องการเข้าหากลุ่มลูกค้า เนื่องจากถ้าวางขายหน้าร้านหรือในตลาดจำเป็นต้องรอให้ลูกค้ามาหาและไม่สามารถรู้ได้เลยว่าลูกค้าจะมาหาได้กี่คนต่อวัน แต่ถ้าเป็นไรเดอร์ก็จะสามารถเข้าหาลูกค้าได้โดยตรง สามารถขับรถไปตามสถานที่ต่างๆ เพื่อให้ได้ลูกค้าแทนที่จะนั่งรอลูกค้ามาหานั่นเอง คุณเพชรยังบอกอีกว่าถ้าหากเจอลูกค้าที่ปฏิเสธก็จะสามารถหาลูกค้าใหม่ได้ทันทีไม่ต้องรอให้ลูกค้ามาหา
ส่วนใหญ่จะขับรถขายขนมหวานในตัวเมืองจังหวัดระยอง รวมถึงพื้นที่ใกล้ทะเลอย่าง หาดแสงจันทร์ แหลมเจริญ นอกจากนี้ยังรับออเดอร์จัดเบรกตามที่ลูกค้าต้องการ แต่ทางร้านบอกว่ามีขั้นต่ำในการสั่งคืออย่างละ 40 กล่องขึ้นไป ปัจจุบันไม่มีขายออนไลน์แต่จะมีการไลฟ์สดผ่าน TikTok เพื่อพูดคุยและรับออเดอร์ลูกค้าเพื่อทำและนำไปส่งให้ในจังหวัด ทั้งนี้กลุ่มลูกค้าของทางร้านมีทุกเพศ ทุกวัย ตั้งแต่ติดตามจากช่อง TikTok ไปจนถึงผู้สูงอายุที่เห็นเขาขับรถขายตามพื้นที่ต่างๆ
สำหรับกำลังการผลิตขนมหวานในตอนนี้ทางร้านสามารถผลิตได้วันละ 3 อย่าง ประมาณ 120 กล่องต่อวัน โดยจะมีการเปลี่ยนเมนูขนมทุกวัน เช่น ตะโก้เผือก ตะโก้ข้าวโพด ตะโก้ใบเตย ลอดช่อง แตงไทย บัวลอย วุ้น ครองแครง สาคูใต้ และอื่นๆ ซึ่งเมนูสาคูใต้ในช่วงนี้เป็นเมนูที่ขายดีที่สุดของทางร้าน ในส่วนของราคาขนมหวานทางร้านขายกล่องละ 25 บาท ซึ่งคุณเพชรให้ข้อมูลว่ามีโปรโมชั่นสำหรับลูกค้าที่ตั้งครรภ์และพิการสามารถกินฟรี
นอกจากนี้แผนการต่อยอดในอนาคตนั้นคุณเพชรมองว่าจะต่อยอดในส่วนของการขายออนไลน์ เพราะทุกวันนี้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการขายออนไลน์มีผลต่อยอดขายของผู้ประกอบการเป็นส่วนใหญ่ แต่พอเป็นขนมหวานจึงต้องศึกษาให้รอบคอบก่อน รวมถึงมีลูกค้ารีเควสตะกร้าที่ใช้บรรจุกล่องขนมขายให้ทำออกมาขายเพื่อที่ลูกค้าเหล่านั้นจะนำไปทำขายบ้าง รวมถึงในอนาคตอาจจะมีหน้าร้านให้ลูกค้าที่อยู่ไกลมาลิ้มลองขนมของทางร้านได้บ้าง
สำหรับวันและเวลาขายทางร้านจะขายทุกวันยกเว้นวันพฤหัสบดี โดยเริ่มขายตั้งแต่เวลา 16:00 น. เป็นต้นไปจนกว่าจะขายขนมหมด ซึ่งบางวันขายหมดเร็ว บางวันขายหมดช้า ขึ้นอยู่กับแต่ละวัน แต่คุณเพชรพยายามขายขนมให้หมดทุกวันไม่ให้เหลือ
คุณเพชร ยังเล่าต่ออีกว่า ในตอนแรกที่เริ่มขายขนมลงทุนไปเพียง 500 บาท เนื่องจากมีรถมอเตอร์ไซค์อยู่แล้ว ลงทุนซื้อตะกร้า 1 ใบในราคา 50 บาท และยางรัด นอกจากนั้นเป็นต้นทุนในการทำขนม แม้ในตอนแรกได้ยอดขายน้อยเพราะจับทิศทางยังไม่ได้ แต่เขาก็ต่อยอดมาอย่างต่อเนื่องก็สามารถผลิตและขายขนมได้เพิ่มมากขึ้น ยอดขายและรายได้ก็เพิ่มขึ้นตามลำดับ
นอกจากนี้คุณเพชรยังให้ข้อแนะนำสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่สนใจแต่ยังไม่กล้าที่จะเริ่มต้นทำว่า “เริ่มที่ใจก่อนเลยครับ กล้าไหมที่จะออกไปเจอคนข้างนอก จริงๆ การทำขนมหวานต่อให้เราเก่งแค่ไหนถ้าไม่กล้าออกไปขายก็ขายไม่ได้ เพราะว่าผมเองก็เคยมีมุมที่ใจฝ่อเหมือนกันเวลาที่ขายไม่ได้เลย ออกมาขายตั้งนานแล้วขายได้ไม่กี่กล่องเอง ก็มีรู้สึกท้อเหมือนกันแต่ไม่หยุดครับ ทำมาตลอด ทำมาเรื่อยๆ คนก็เห็นแล้วเขาก็อุดหนุนเรา อยู่ที่ใจล้วนๆ เพราะขนมไทยขายราคาถูกต้องขยันและอยู่ที่ใจล้วนๆ ครับ” คุณเพชร ระบุ
จากเด็กช่างทำงานช่างช่วยที่บ้านมาตลอดกลับเบนเข็มทิศชีวิตผันตัวมาเป็นพ่อค้าขายขนมหวานที่สวนทางกับสิ่งที่เรียนมา แล้วมาเรียนรู้ใหม่หมดทำให้ได้รู้ว่าอาชีพพ่อค้าสามารถต่อยอดจากรายได้เสริมเป็นรายได้หลักเลี้ยงดูตัวเองได้ ซึ่งทางครอบครัวคุณเพชรก็ให้การสนับสนุนและเอ็นดูพ่อค้าขนมหวานคนนี้เป็นอย่างดี
“ผมรู้สึกดีมากๆ ครับที่ตัวเองกล้าเปลี่ยนมาขายของเพราะอาชีพช่างมีรายได้มั่นคง รายได้ประจำ แต่ค้าขายมันคืออาชีพที่รายได้ไม่มั่นคง แต่ต้องสู้ล้วนๆ เป็นนายตัวเอง ถ้าเราหยุดก็ไม่มีรายได้ แต่เราก็สามารถจัดสรรเวลาหยุดได้ครับ” คุณเพชร ระบุ
อย่างไรก็ตาม หนุ่มวัยรุ่น Gen Z วัย 23 ปีที่ไม่ได้ใช้ชีวิตวัยรุ่น Gen Z อย่างคนอื่นมากนักแต่ผันตัวเองมาเป็นพ่อค้าขายขนมหวานทำให้ได้แนวคิดจากบทเรียนของคุณเพชรว่าไม่ว่าจะอยู่ในช่วงอายุใด ถ้าหากมีใจรักและมีเป้าหมายก็สามารถพัฒนาตัวเองและต่อยอดสิ่งรอบตัวมาเป็นอาชีพและรายได้ให้ตัวเองได้เป็นอย่างดี และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวไอเดียของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่สามารถเติบโตจากอาชีพขายขนมหวานไทยจากการพ่วงตะกร้าท้ายรถมอเตอร์ไซค์ขายและทำให้มีรายได้เลี้ยงดูตัว
เองได้เป็นอย่างดี
ติดต่อเพิ่มเติม
Facebook : ขนมหวานไรเดอร์
* * * คลิก Like เพื่อมาเป็นแฟนเพจของหน้า "SMEsผู้จัดการ" รับข่าวสารในแวดวงธุรกิจเอสเอ็มอีที่สมบูรณ์แบบที่สุด* * *