xs
xsm
sm
md
lg

กรมพัฒน์เชือดผู้ทำบัญชี 140 ราย ถือหุ้น 2,040 บริษัท เป็นนอมินีให้ต่างชาติทำธุรกิจ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



กรมพัฒนาธุรกิจการค้าลุยเชือดผู้ทำบัญชี 140 ราย สำนักงานบัญชี 29 ราย ถือหุ้นบริษัทกลุ่มเสี่ยง 8 จังหวัดให้กับชาวต่างชาติ 2,040 บริษัท มูลค่าหุ้น 2,528.65 ล้านบาท ตะลึงรายเดียวถือหุ้น 212 บริษัท ลงทุน 247.57 ล้านบาท ส่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องฟันแล้ว เผยเคสใหม่ คนต่างชาติได้สัญชาติไทย เปิดบริษัทให้ต่างชาติ ทำธุรกิจ พบแล้ว 2 ราย ลุยตรวจแอปพลิเคชันส่งอาหาร เป็นบริษัทไทย 2 ต่างชาติ 1 เจาะลึกเป็นนอมินีและทำธุรกิจขออนุญาตหรือไม่

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการป้องกันและปราบปรามการใช้คนไทยเป็นนอมินีในพื้นที่ท่องเที่ยว 8 จังหวัด ว่า กรมได้ทำการตรวจสอบผู้ทำบัญชีและสำนักงานบัญชี ที่เข้าไปถือหุ้นในบริษัทกลุ่มเสี่ยง 8 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ประจวบคีรีขันธ์ สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต กระบี่ พังงา พบสำนักงานบัญชี 29 สำนักงาน ผู้ทำบัญชี 140 คน เข้าไปถือหุ้นในบริษัทที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน 2,040 บริษัท โดยมีมูลค่าหุ้นรวม 2,528.65 ล้านบาท ซึ่งแสดงว่าผู้ทำบัญชีเหล่านี้ น่าจะเป็นผู้ที่มีฐานะดี สามารถลงทุนทำธุรกิจได้เป็นจำนวนมาก หรืออีกด้าน ทำตัวเป็นนอมินีให้กับคนต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจในไทย

โดยจากการตรวจสอบผู้ทำบัญชี 10 อันดับแรก พบว่า อันดับหนึ่ง ถือหุ้นในบริษัท 212 บริษัท มูลค่าเงินลงทุน 247.57 ล้านบาท อันดับสอง ถือหุ้น 147 บริษัท ลงทุน 142.21 ล้านบาท อันดับสาม ถือหุ้น 121 บริษัท ลงทุน 211.50 ล้านบาท อันดับสี่ ถือหุ้น 70 บริษัท ลงทุน 96.57 ล้านบาท อันดับห้า ถือหุ้น 61 บริษัท ลงทุน 64.91 ล้านบาท อันดับหก ถือหุ้น 51 บริษัท ลงทุน 27.21 ล้านบาท อันดับเจ็ด ถือหุ้น 45 บริษัท ลงทุน 107.21 ล้านบาท อันดับแปด ถือหุ้น 40 บริษัท ลงทุน 74.74 ล้านบาท อันดับเก้า ถือหุ้น 40 บริษัท ลงทุน 24.71 ล้านบาท และอันดับสิบ ถือหุ้น 40 บริษัท ลงทุน 18.78 ล้านบาท

สำหรับธุรกิจที่ผู้ทำบัญชีและสำนักงานบัญชี ได้เข้ามาถือหุ้นและทำธุรกิจร่วมกับชาวต่างชาติ มีทั้งผู้ทำบัญชีที่อยู่ใน 8 จังหวัด หรืออยู่ในจังหวัดอื่น หรืออยู่ในกรุงเทพฯ แล้วเข้าไปทำ ส่วนธุรกิจที่เข้าไปลงทุน เป็นธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก รถเช่า ซุปเปอร์มาเก็ต อสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจบริการต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งกรมได้ส่งข้อมูลให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยกันดำเนินการตามอำนาจหน้าที่แล้ว

นอกจากนี้ ในวันที่ 30 มิ.ย.2569 กรมจะเชิญสภาทนายความ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ และสมาคมที่เกี่ยวข้องกับบัญชี 7 สมาคม มาหารือ เพื่อกำกับดูแลนักบัญชีที่มีอยู่กว่า 8 หมื่นคน ให้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย คอยสอดส่องดูแลและเป็นหูเป็นตาในการเข้ามทำธุรกิจของคนต่างชาติ และไม่เป็นเครื่องมือให้กับชาวต่างชาติที่ใช้ช่องว่างเข้ามาทำธุรกิจในไทย

ขณะเดียวกัน กรมยังตรวจสอบพบพฤติกรรมใหม่ คือ มีคนต่างชาติ ที่ได้รับสัญญาติไทย ได้ใช้ความเป็นคนไทย เข้ามาจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลเป็นจำนวนมาก โดยถือหุ้นในสัดส่วนเกิน 50% และผู้ถือหุ้นที่เหลือเป็นชาวต่างชาติ ทำให้บริษัทนี้เป็นบริษัทไทย และสามารถทำธุรกิจต่าง ๆ ได้ โดยพบแล้ว 2 ราย ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่ากลัว โดยได้แจ้งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ช่วยตรวจสอบแล้ว

นายพูนพงษ์กล่าวว่า กรมยังได้ตรวจสอบแอปพลิเคชันส่งอาหาร พบว่า มี 3 บริษัท ที่เปิดให้บริการ โดยบริษัทแรกเปิด 21 ก.ย.2563 บริษัทสอง เปิด 1 ก.ย.2564 และบริษัทสาม เปิด 3 ส.ค.2566 และจากการเข้าไปตรวจสอบการถือหุ้น พบว่าเป็นบริษัทที่มีคนไทยถือหุ้นเกินครึ่ง 2 บริษัท และเป็นบริษัทต่างชาติ 1 บริษัท ซึ่งกรมกำลังตรวจสอบบริษัทที่เป็นบริษัทไทย มีการถือหุ้นแทนคนต่างชาติหรือไม่ และบริษัทที่เป็นต่างชาติ ทำธุรกิจไม่ได้ขออนุญาตให้ถูกต้องหรือไม่ ถ้าพบผิด จะดำเนินคดีทางกฎหมายทันที

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.2569 กรมจะเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้ที่เข้ามาลงทุนถือหุ้นในบริษัทต่าง ๆ ว่ามีการลงทุนจริงหรือไม่ โดยจะดำเนินการออกเป็น 2 เฟส คือ เฟสแรก จะขอให้ผู้ที่ลงทุนต้องหลักฐานทางการเงิน (Bank Statement) มาแสดงพร้อมกับการจดทะเบียน และเฟสสอง จะเชื่อมโยงกับสถาบันการเงินต่าง ๆ เพื่อตรวจสอบข้อมูลแบบเรียลไทม์ เพื่อลดไม่ให้มีการเข้ามาจดบริษัทนอมินี หลังจากที่ได้ออกมาตรการไปก่อนหน้านี้ สามารถลดบริษัทกลุ่มเสี่ยงนอมินีลงไปได้แล้ว 65.22%

ส่วนผลการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามธุรกิจนอมินีในรอบ 8 เดือนที่ผ่านมา (1 ต.ค.2568-22 มิ.ย.2569) กรมได้ลงพื้นที่ตรวจสอบเชิงลึกใน 34 พื้นที่ ครอบคลุม 11 จังหวัดสำคัญ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ราชบุรี ภูเก็ต กระบี่ สุราษฎร์ธานี เชียงใหม่ และตาก และได้ดำเนินการตรวจสอบบัญชีและงบการเงินของบริษัทกลุ่มเสี่ยงนอมินี จำนวน 3,294 ราย พร้อมส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 10 หน่วยงาน ดำเนินการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายต่อจำนวน 32,233 ราย