xs
xsm
sm
md
lg

“วราวุธ”ปิ๊งไอเดีย! หารือ “บราซิล-อินเดีย” ผลักดันคาร์บอนเครดิตจากCCUSในอุตฯอ้อยและน้ำตาล

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



รมว.อุตฯ เล็งหารือผู้ผลิตน้ำตาลรายใหญ่ของโลกทั้งบราซิลและอินเดีย เพื่อผลักดันให้มีการนับคาร์บอนเครดิตจากCCUSในอุตฯอ้อยและน้ำตาล เป็นมาตรฐานโลก แย้มเตรียมหารือหลายฝ่ายเพื่อพิจารณาว่าร่างมอก.เหล็กเส้นใหม่ควรปิดประตูตายเทคโนฯIFหรือไม่

นายวราวุฒิ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่าจากการตรวจเยี่ยมโรงงานน้ำตาลของบริษัท น้ำตาลไทยอุดรธานี จำกัดในเครือกลุ่มไทย ชูการ์ มิลล์ (TSM Group) มีการแตกไลน์ธุรกิจจากสิ่งที่เหลือจากการผลิตมาต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งบางผลิตภัณฑ์มีราคาสูงกว่าราคาน้ำตาลหลายเท่า เช่น โพลิเมอร์, ซิลิก้าจากขี้เถ้าชานอ้อย, ปุ๋ย, เอทานอล และพลังงาน นับเป็นตัวอย่างความสำเร็จของการนำแนวคิด BCG (Bio-Circular-Green Economy) และ ESG (Environmental Social Governance ) มาใช้ในการดำเนินธุรกิจ

รวมทั้งนำเทคโนโลยีดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture, Utilization and Storage: CCUS) ในโรงงานผลิตเอทานอล เพื่อให้ได้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ชีวภาพบริสุทธิ์เกรดอาหาร (Food Grade) ขายให้กับบริษัทผลิตน้ำอัดลมรายใหญ่อย่างโค้ก ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีในการต่อยอดของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลในปัจจุบัน แต่ติดปัญหาว่ากักเก็บคาร์บอนดังกล่าว ทางองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก(อบก.) หรือ TGO ระบุว่าตามเกณฑ์สากลไม่สามารถนับเป็นคาร์บอนเครดิตได้ เพราะมาจากกลุ่มชีวภาพ(Bio Industry)อยู่แล้ว

ดังนั้น ตนมีแนวคิดว่าจะหารือกับประเทศผู้ผลิตน้ำตาลรายใหญ่ของโลกอย่างบราซิลอินเดีย รวมถึงไทยเพื่อผลักดันให้การกักเก็บคาร์บอนในอุตสาหกรรมน้ำตาลถูกนับเป็นคาร์บอนเครดิตและกำหนดเป็นมาตรฐานโลก

ส่วนการต่อยอดธุรกิจสร้างมูลค่าเพิ่มจากผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่น้ำตาล จะถูกนำมาคำนวณตามการแบ่งปันผลประโยชน์ระหว่างชาวไร่อ้อยกับโรงงานน้ำตาล 70:30 หรือไม่นั้น เรื่องนี้คงต้องไปศึกษาและเจรจากัน เนื่องจากเป็นการลงทุนของโรงงาน

นายวราวุธ กล่าวถึงกรณีที่มีสมาคมฯเหล็กเส้นทรงยาวคัดค้านร่าง มอก. เหล็กเส้นก่อสร้าง ฉบับใหม่ ที่ยังเปิดช่องให้ใช้เทคโนโลยีเตา IF ต่อไปได้ว่า ตนเห็นว่าเหล็กจะผลิตจากด้วยเทคโนโลยีใด แต่สุดท้ายคุณสมบัติของเหล็กเส้นต้องได้ตามมาตรฐานที่กำหนด ซึ่งกรมโรงงานอุตสาหกรรม และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) พร้อมส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบเหล็กเส้นที่ผลิตจากโรงงานผลิตเหล็กทั้ง46โรงอย่างเข้มงวดว่าได้มาตรฐานหรือไม่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน หากไม่ได้มาตรฐานก็จะสั่งปิดเพื่อให้ปรับปรุงแก้ไข จนกว่าได้มาตรฐานตามที่กำหนดจึงจะกลับมาเปิดโรงงานใหม่ได้

อย่างไรก็ดี กระทรวงจะมีการหารือกับหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจว่ามอก.เหล็กเส้นก่อสร้างฉบับใหม่ยังมีเทคโนโลยี IFอยู่หรือไม่

ก่อนหน้านี้ทางสมาคมฯเหล็กทรงยาว ระบุว่าเทคโนโลยี IF เป็นเทคโนโลยีการนำเศษเหล็กสกปรกมาหลอมผ่านเตาโดยที่ไม่มีระบบปรุงน้ำเหล็กบริสุทธิ์ มีสารมลทินฝังแน่นในเนื้อเหล็กทำให้ด้อยคุณภาพ ซึ่งหลายประเทศยกเลิกการใช้เทคโนโลยี IFในการผลิตเหล็กเส้นแล้ว