xs
xsm
sm
md
lg

ทับลาน : การคืนความเป็นธรรมให้ประชาชน กับการรักษาสมบัติของชาติ /รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



การประชุมคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติเมื่อวันที่ 15 มิถุนายนที่ผ่านมา มีมติ “เห็นชอบ” ให้ปรับปรุงเขตอุทยานแห่งชาติทับลานตามแนวทาง One Map และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2566 โดยให้ “เพิกถอนพื้นที่บางส่วน” ออกจากเขตอุทยานจำนวน 155,865 ไร่ เพื่อจัดการปัญหา “พื้นที่ทับซ้อน” และการใช้ประโยชน์ที่ดินที่ค้างคามายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ

ในอีกด้านหนึ่ง กลุ่มนักอนุรักษ์ อดีตเจ้าหน้าที่อุทยาน และภาคประชาชนจำนวนมากยังคงแสดงความกังวล โดยชี้ว่า “การเพิกถอนพื้นที่ป่าอนุรักษ์” ในระดับนี้อาจสร้างผลกระทบต่อผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ซึ่งเป็นพื้นที่มรดกโลก และอาจเปิดช่องให้ “ผู้บุกรุก” หรือ “ผู้ถือครองรายใหญ่” ได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงแนวเขตในอนาคต

คำถามจึงไม่ใช่ว่า “จะเอาข้างประชาชน” หรือ “จะเอาข้างป่า” แต่คือ “จะคืนความเป็นธรรมให้ประชาชน โดยไม่ทำลายหลักการคุ้มครองทรัพยากรของชาติได้อย่างไร”

ปัญหาทับลานเป็นปัญหาที่สะสมมาหลายสิบปี เกิดจากการทับซ้อนกันระหว่างเขตปฏิรูปที่ดิน เขตชุมชนดั้งเดิม และพื้นที่ป่าอนุรักษ์ หลายครอบครัวอาศัยอยู่ในพื้นที่มานานก่อนการประกาศเขตอุทยาน บางคนมีหลักฐานการใช้ประโยชน์ที่ดินต่อเนื่อง แต่กลับตกอยู่ในสถานะผู้บุกรุกตามกฎหมาย หากรัฐละเลยปัญหาเหล่านี้ ย่อมไม่เป็นธรรมต่อประชาชน เพราะรัฐมีหน้าที่คุ้มครองสิทธิของประชาชนผู้สุจริต เช่นเดียวกับที่มีหน้าที่คุ้มครองป่าไม้

อย่างไรก็ตาม ความเป็นธรรมต่อประชาชนไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการ “ยกพื้นที่ป่า” ให้แก่ทุกคนที่เข้าไปครอบครอง เพราะในความเป็นจริง พื้นที่รอบทับลานตลอดหลายปีที่ผ่านมาไม่ได้มีเพียงเกษตรกรรายย่อย แต่ยังมีข้อพิพาทเกี่ยวกับรีสอร์ต บ้านพักตากอากาศ การถือครองที่ดินขนาดใหญ่ และคดีบุกรุกป่าอีกเป็นจำนวนมาก

หากการเพิกถอนแนวเขต ถูกใช้เป็นเครื่องมือรับรองการครอบครองของผู้ที่เข้าไปภายหลัง หรือผู้ที่แสวงหาประโยชน์เชิงพาณิชย์ ก็เท่ากับว่ารัฐกำลังส่งสัญญาณอันตรายว่า “บุกรุกก่อน แล้วค่อยทำให้ถูกกฎหมายทีหลัง” หากหลักการนี้เกิดขึ้นจริง ความเสียหายจะไม่ได้จำกัดอยู่แค่ทับลาน แต่จะส่งผลต่อการอนุรักษ์ป่าทั่วประเทศในระยะยาว

ยิ่งไปกว่านั้น ทับลานไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ป่าธรรมดา แต่เป็นส่วนหนึ่งของผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ซึ่งมีความสำคัญต่อระบบนิเวศ การเชื่อมต่อของสัตว์ป่า และสถานะมรดกโลกของประเทศไทย การตัดสินใจใด ๆ จึงต้องพิจารณาผลกระทบในระยะยาวมากกว่าปัญหาเฉพาะหน้า

อีกประเด็นที่สังคมตั้งคำถามอย่างหนักคือ การรับฟังความคิดเห็นประชาชน ในกระบวนการที่ผ่านมา มีผู้ร่วมแสดงความคิดเห็น “คัดค้าน” จำนวนมากกว่าผู้เห็นด้วยอย่างชัดเจน แม้ในทางกฎหมายการรับฟังความคิดเห็นจะ “ไม่ใช่” ประชามติ และรัฐบาลไม่มีหน้าที่ต้องทำตามเสียงข้างมากเสมอไป แต่เมื่อเสียงคัดค้านมีจำนวนมหาศาล รัฐย่อมมีหน้าที่ต้องอธิบายอย่างละเอียดว่า “ทำไม” จึงตัดสินใจเช่นนี้ มีข้อมูลอะไรที่ประชาชนยังไม่เห็น และมีมาตรการใดที่จะป้องกันไม่ให้การเพิกถอนกลายเป็นช่องทาง “เอื้อประโยชน์” แก่กลุ่มทุน

ในระบอบประชาธิปไตย เสียงประชาชนไม่ควรเป็นเพียงพิธีกรรม ที่จัดขึ้นเพื่อให้ครบขั้นตอนทางกฎหมายเท่านั้น หากถามว่าทางออกที่เหมาะสมที่สุดคืออะไร คำตอบอาจไม่ใช่การ “คัดค้าน” ทุกอย่าง หรือการ “เห็นชอบ” ทุกอย่าง แต่คือการแยกแยะให้ชัดเจน ผู้ที่อยู่มาก่อนโดยสุจริตควรได้รับการคุ้มครอง ผู้ที่เป็นเกษตรกรรายย่อยควรได้รับสิทธิในการทำกินอย่างมั่นคง แต่ “ผู้บุกรุก” ภายหลัง ผู้ถือครองรายใหญ่ และผู้ที่แสวงหากำไรจากทรัพยากรสาธารณะ ไม่ควรได้รับประโยชน์จากการปรับแนวเขตแม้แต่น้อย

เหนือสิ่งอื่นใด รัฐควรเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดต่อสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นแผนที่ รายชื่อแปลงที่ดิน หลักฐานการครอบครอง และหลักเกณฑ์การพิจารณา เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้อย่างแท้จริง เพราะป่าไม้ไม่ใช่ทรัพย์สินของรัฐบาลชุดใดชุดหนึ่ง และก็ไม่ใช่ทรัพย์สินของนักอนุรักษ์กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเช่นกัน

ป่าไม้เป็นสมบัติของคนไทยทั้งชาติ ดังนั้น ภารกิจของรัฐจึงไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาที่ดิน แต่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า การเพิกถอนพื้นที่ครั้งนี้เป็นการคืนความเป็นธรรมแก่ประชาชนจริง มิใช่การเปลี่ยนทรัพยากรสาธารณะของชาติ ให้กลายเป็นผลประโยชน์ของคนบางกลุ่มภายใต้ชื่อของการแก้ปัญหา


รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร
รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต