ผู้นำกลุ่ม G7 ออกแถลงการณ์ร่วมจากการประชุมสุดยอดที่เมืองเอเวียน-เลส์-แบงส์ ประเทศฝรั่งเศส เรียกร้องให้ชาติสมาชิกเดินหน้าร่วมมือสกัดกั้นการโจรกรรมคริปโตและอาชญากรรมไซเบอร์ที่เชื่อมโยงกับเกาหลีเหนือ หลังพบข้อมูลแฮกเกอร์สายเปียงยางฉกสินทรัพย์ดิจิทัลไปไม่ต่ำกว่า 2 พันล้านดอลลาร์ในปี 2568 เพียงปีเดียว ผลักยอดสะสมตลอดกาลทะลุ 6.75 พันล้านดอลลาร์
แถลงการณ์ที่ออกมาจากการประชุมสุดยอด G7 ณ เมืองเอเวียน-เลส์-แบงส์ เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2569 ระบุถึงความตึงเครียดต่อท่าทีต่อโครงการอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ พร้อมขยายขอบเขตคำเตือนจากเดิมที่เน้นเฉพาะการโจรกรรมคริปโต ให้ครอบคลุมภัยคุกคามทางไซเบอร์ในวงกว้างขึ้น สะท้อนการยกระดับความกังวลของชาติมหาอำนาจต่อปฏิบัติการเงินทุนลับของระบอบเปียงยาง
กระนั้น แถลงการณ์ฉบับดังกล่าวยังขาดรายละเอียดของมาตรการที่เป็นรูปธรรม ไม่มีการกล่าวถึงการตรวจสอบ Exchange คว่ำบาตรทางการเงิน หรือการจัดการกับ Mixing Service ที่มักถูกใช้ฟอกเงินจากการโจรกรรมคริปโต ทำให้นักวิเคราะห์ตั้งคำถามถึงน้ำหนักของถ้อยแถลงครั้งนี้ เทียบกับที่ G7 เคยออกถ้อยคำทำนองเดียวกันหลังประชุมสุดยอดที่แคนาดาเมื่อปี 2568
ด้านข้อมูลจาก Chainalysis ระบุว่าปี 2568 เป็นปีที่แฮกเกอร์เกาหลีเหนือทำรายได้สูงเป็นพิเศษ แม้จำนวนครั้งของการโจมตีที่ยืนยันได้จะลดลง สาเหตุสำคัญมาจากการเปลี่ยนยุทธวิธีไปสู่การแทรกซึมระยะยาว ทั้งการส่งพนักงานไอทีแฝงตัวเข้าทำงานในบริษัทคริปโต และการแอบอ้างเป็นนักลงทุนหรือผู้สรรหาบุคลากรเพื่อเข้าถึงระบบภายใน
ขณะที่ CrowdStrike รายงานเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ว่ากลุ่มแฮกเกอร์ที่เชื่อมโยงกับเกาหลีเหนือกลายเป็นภัยคุกคามที่ก่อความเสียหายสูงสุดในโลกคริปโต โดยมีเป้าหมายชัดเจนที่เหยื่อมูลค่าสูง และเงินที่ฉกไปนั้น "น่าจะถูกนำไปใช้จ่ายสำหรับโครงการทางทหารของระบอบเกือบทั้งหมด"
ปฏิบัติการล่าสุดที่ถูกเชื่อมโยงกับแฮกเกอร์สายเปียงยาง ได้แก่ การโจมตี Drift Protocol มูลค่าราว 285 ล้านดอลลาร์ในเดือนเมษายน และการเจาะระบบ Humanity Protocol มูลค่า 36 ล้านดอลลาร์ในเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นสัญญาณว่าคลื่นการโจมตีปี 2569 ยังคงดำเนินต่อเนื่อง
ด้านฝ่ายเกาหลีเหนือปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยโฆษกกระทรวงต่างประเทศแถลงผ่านสำนักข่าวทางการ KCNA เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม ระบุว่าสหรัฐฯ กำลังแพร่ข้อมูลเท็จ และจัดให้ข้อกล่าวหาเรื่องภัยคุกคามทางไซเบอร์เป็น "การใส่ร้ายที่มีแรงจูงใจทางการเมืองพุ่งเป้าโจมตีอย่างเจาะจง"
สำหรับภาคอุตสาหกรรมคริปโตไทยที่อาจต้องปรับตัวหลังสัญญาณจากประชุม G7 ครั้งนี้ ถือเป็นแรงกดดันทางอ้อมต่อแพลตฟอร์มในอาเซียนให้เร่งยกระดับมาตรการ KYC และ AML รองรับมาตรฐานสากล ขณะที่ทาง ก.ล.ต. ไทยเองกำลังทบทวนกรอบกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง