ผู้จัดการรายวัน 360 - JSPกางแผนJUMP+ (2569-2571) ภายในปี2571เติบโตเฉลี่ย15% รับเทรนด์Super-Aged Societyภายในปี2576ชู6ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนองค์กรสู่การเติบโตระยะยาว หลังมองตลาดยาและอาหารเสริมไทยยังมีศักยภาพสูง ปั้นแบรนด์ “สุภาพโอสถ” เป็นเครื่องยนต์กำไรหลัก ขยายตลาดทั้งออนไลน์และสื่อโฆษณานอกบ้าน รุกต่างประเทศ-ขยายOEMสร้างHealth Ecosystemครบวงจร
นายสิทธิชัย แดงประเสริฐGroup CEO บริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ JSP เปิดเผยว่า ธุรกิจเกี่ยวข้องกับสุขภาพถือเป็นอุตสาหกรรมที่เติบโตได้แม้ภาวะเศรษฐกิจจะเปราะบางโดยเฉพาะในปัจจุบันที่โครงสร้างประชากรก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมสุขภาพในระยะยาว
สอดคล้องกับข้อมูลสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ที่ระบุว่าในปี 2576
จะมีประชากรมีอายุมากกว่า60ปี มากกว่า30%ของประชากรทั้งหมด ขณะเดียวกันEuromonitorคาดการเติบโตมูลค่าตลาดยา,อาหารเสริมของไทย เติบโต6-8%ในอีก3-5ปีข้างหน้าโดยปัจจุบันมูลค่าตลาดยาของไทย ณ ปี2568 อยู่ที่3แสนล้านบาท ในขณะที่รายได้ของบริษัทปี2568ที่1,000ล้านบาท คิดเป็นส่วนแบ่งการตลาด ไม่ถึง1%สะท้อนถึงโอกาสการเติบโตที่ยังเปิดกว้างอีกมากในอนาคต
ล่าสุดJSPเข้าร่วมโครงการJUMP+ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พร้อมกำหนดแผนการดำเนินงานระยะ1-3ปี โดยตั้งเป้ารายได้รวมในปี2571อยู่ที่1,540ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ย15%ต่อปีและผลักดันอัตรากำไรขั้นต้น (GPM)เพิ่มขึ้นสู่ระดับ42%จาก40%ในปี 2568ผ่านการยกระดับศักยภาพธุรกิจในทุกกลุ่มธุรกิจ
สำหรับแผนขับเคลื่อนธุรกิจในช่วงปี2569-2571บริษัทวาง6ยุทธศาสตร์หลัก ประกอบด้วย
1.ยกระดับแบรนด์ของบริษัท มุ่งสร้างความแข็งแกร่งให้กับผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ “สุภาพโอสถ” เพื่อผลักดันให้เป็นแหล่งรายได้หลักที่มีอัตรากำไรสูง ควบคู่กับการขยายช่องทางจำหน่ายทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ล่าสุดบริษัทลุยแผนการตลาด Out of Home Mediaเพื่อให้ผู้บริโภครับรู้แบรนด์สุภาพโอสถ โดยมีการประชาสัมพันธ์ผ่านทางป้ายบิลบอร์ด17ป้าย อาทิ ทางออกสุวรรณภูมิ และตึกใบหยก เพื่อสร้างการรับรู้ของคนกรุงเทพฯ โดยมีกลุ่มเป้าหมายทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ
2.ขยายธุรกิจ OEM อย่างต่อเนื่อง โดยรักษาฐานลูกค้าเดิม พร้อมเพิ่มลูกค้าใหม่ผ่านการยกระดับงานวิจัยและพัฒนา มาตรฐานการผลิต และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและกระจายความเสี่ยงด้านรายได้
3.ขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศผ่านการสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในประเทศเป้าหมายและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยมุ่งเน้นตลาดที่มีศักยภาพสูง ได้แก่ จีน อินเดีย เวียดนาม และกลุ่มประเทศอาเซียน เพื่อยกระดับสู่การเป็นผู้เล่นระดับภูมิภาคในอนาคต
4.ขยายธุรกิจตลอดห่วงโซ่มูลค่าโดยต่อยอดศักยภาพของบริษัทในเครือ ได้แก่Caresutic , CDIPและGrace Water Med (GWM)เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของระบบนิเวศธุรกิจสุขภาพครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
5. สร้างการเติบโตผ่านการลงทุนและพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ โดยศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนในธุรกิจสุขภาพที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์องค์กร เพื่อเข้าถึงตลาดใหม่ เพิ่มศักยภาพด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว
6. ยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานและบริหารต้นทุน ผ่านการนำระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ การบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการเพิ่มอัตราการใช้กำลังการผลิต เพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขันและการทำกำไรอย่างยั่งยืน
ด้านนักวิเคราะห์ บล.เมย์แบงค์ (ประเทศไทย) ระบุถึงแผนJump+ของJSPหากการเติบโตของรายได้ตามการขยายธุรกิจตามแผนกลยุทธ์ดังที่กล่าวไปก่อนหน้า ส่งผลให้รายได้ปี69-71อยู่ที่ 1.2,1.3 และ1.5พันล้านบาท หรือคิดเป็นการเติบโตเฉลี่ย (CAGR)15% ต่อปี ขณะที่GPMปรับตัวขึ้นจาก40% เป็น42% ตามแผนผ่านการประหยัดต่อขนาด และการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตจะส่งผลให้กำไรสุทธิเพิ่มเป็น79ลบ. ในปี71 เทียบกับ45ล้านบาท ในปี68คิดเป็นการเติบโตเฉลี่ย (CAGR)20% ต่อปีหรือคิดเป็นกำไรต่อหุ้น (EPS)ที่0.11,0.14และ0.17บาท ในปี69-71ตามลำดับ
หากทำการประเมินมูลค่าโดยวิธีP/Eซึ่งค่าเฉลี่ยกลุ่มภายPhamaและอาหารเสริม ในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ (EM)ปี69อยู่ที่18เท่า ถ้าสัดส่วนรายได้ของบริษัทมีการกระจายในธุรกิจในห่วงโซ่คุณค่าที่สร้างsynergyได้ ช่วยหนุนการre-ratingให้กับบริษัท นำไปสู่P/Eที่สูงขึ้น จากคุณภาพของกระแสเงินสดที่ดีขึ้น