xs
xsm
sm
md
lg

ไขปม “ตี๋น้อย” ปั้น “นายพราน” เร่งหา New S Curve จากหม้อร้อน สู่ กระทะร้อน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



การตลาด – เจาะเหตุผลทำไม สุกี้ตี๋น้อย ต้องกระโดดลงมาเล่นสมรภูมิ หมูกระทะ ด้วยการปั้นแบรนด์ใหม่ “นายพรานหมูกระทะ” เพื่อให้เป็น New S Curve ของกลุ่ม ท่ามกลางสนามรบสุกี้บุฟเฟ่่ต์หม้อร้อนที่แข่งขันกันรุนแรงคุกรุ่นเดือดระอุขึ้นทุกวัน บนสถานการณ์ที่สุกี้ตี๋น้อยเผชิญความท้าทายครั้งใหม่


ในโลกของทุกธุรกิจ ย่อมต้องมีการขยายตัวด้วยการแสวงหาโอกาสใหม่ๆ เพื่อสร้างการเติบโตให้กับองค์กร ไม่เว้นแม้แต่ตลาดร้านอาหาร ซึ่งสุกี้ตี๋น้อย เองก็มองจุดนี้ด้วยเช่นกัน

“นายพรานหมูกระทะ” แบรนด์ใหม่ในเครือบริษัท บี เอ็น เอ็น เรสเตอรองท์ กรุ๊ป จำกัด จึงเกิดขึ้น และเปิดบริการวันแรกไปแล้วเมื่อวันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมากับสาขาแรกที่ โครงการ ออน ติวานนท์

อย่างไรก็ตาม การเปิดตัวแบรนด์ใหมนี้ ยังมีสาเหตุที่น่าสนใจอีกมากกว่าแค่เป็นการขยายตัวธรรมดา และทำไมต้องเป็นเซ็กเมนต์ “หมูกระทะ”


ต้องมองไปที่ตัวของ สุกี้ตี๋น้อย ก่อนว่า ทุกวันนี้ อาจกล่าวได้ว่า ขึ้นมาถึงจุดที่สูงจากในอดีตอย่างมากแล้ว แม้ยังไม่ใช่จุดสูงสุดก็ตาม จากอดีตปี 2564มีรายได้ 1,572 ล้านบาท มีกำไร 148 ล้านบาท ถึงขณะนี้รายได่้ปี 2568 เฉียดหมื่นล้านบาทแล้ว
สถานการณ์ตลาดสุกี้วันนี้ก็แตกต่างจากที่เริ่มต้นอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่่ตี๋น้อยเป็นผู้เล่นรายเดียวเริ่มแรกในระบบบุฟเฟ่ต์ราคาถูกอต็มตัว และวางเวลาเปิดปิดบริการดึกยันเช้า เป็นการสร้างมาตรฐานของสุกี้ี่แบบใหม่

กระทั่งเกิดรายใหม่เข้าตลาด สุกี้ีบุฟเฟ่ต์แมสจึงกลายเป็นสมรภูมิรบด้านราคาอย่างรุนแรง ทั้งจาก ตี๋น้อย ลัคกี้สุกี้ และโบนัสสุกี้ จากการแข่งขันด้านราคารุนแรง จากสามรายใหญ่ ยังไม่นับรวมแบรนด์อื่นอีกมากมาย

รายได้รวมของตี๋น้อยยังเติบโตก็จริงอยู่ แต่ทว่าในแง่ผลกำไรกลับเริ่มลดลงอย่างเห็นชัด และเป็นปริมาณที่ไม่น้อยด้วย จีงน่าเป็นห่วงในอนาคต หากไร้ตัวจักรใหม่ๆในการขับเคลื่อน

ทั้งนี้ ผลประกอบการของ สุกี้ตี๋น้อย เมื่อปี 2564 มีรายได้ 1,572 ล้านบาท มีกำไร 148 ล้านบาท, ปี 2565 รายได้้เพิ่มเป็น 3,976 ล้านบาท กำไร 591 ล้านบาท, ปี 2566 รายได้สูงขึ้นเป็น 5,262 ล้านบาท มีกำไร 907 ล้านบาท, ปี 2567 รายได้ก็ยังโตเป็น 7,028 ล้านบาท มีกำไร 1,169 ล้านบาท

ส่วนปี 2568 รายได้เพิ่มเป็น9,147 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 30%) | กำไร 860 ล้านบาท (ลดลง 26%)แต่กำไรเหลือ 860 ล้านบาท
นั่นหมายความว่า ตัวหลักคือ สุกี้ตี๋น้อยบุฟเฟ่ต์ ก็มีกำไรลดลง ท่ามกลางตลาดรวมสุกี้ ที่มีมูลค่ามากกว่า 20,000 ล้านบาท ยังเติบโตอย่ ู ท่ามกลางผู้เล่่นรายใหญ่และรายกลาง ส่วนแบรนด์อื่นในเครือ ก็ยัวไม่ได้โดดเด่นเท่ากับสุกี้ตี๋น้อย ไม่ว่าจะเป็น

1. สุกี้ตี๋น้อย Plus+ ราคา 299 บาท ที่เปิดตัวต้นปีนี้ ขณะนี้มี 17สาขาแล้ว โดยจะปรับจากสาขาสุกี้ตี๋น้อยเดิมในกรุงเทพฯ ที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ให้เป็นโมเดลพลัส

2. ตี๋น้อยโกลด์ Teenoi Gold โมเดลที่ขยับขึ้นเป็นพรีเมียม 3 ราคา คือ 399 / 499 และ 599 บาท (ไม่รวมเครื่องดื่มรีฟิลและ VAT 7%) ขณะนี้มี 2 สาขา

3. ตี๋น้อยบาร์บีคิว Teenoi BBQ โมเดลปิ้งย่างบุฟเฟ่ต์ ขณะนี้มี 10 สาขา รวมเครื่องดื่มรีฟิลและVAT7% ราคา362บาท


“เฟิร์น-นัทธมน พิศาลกิจวนิช” ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ บริษัท บี เอ็น เอ็น เรสเตอรองท์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า ปีนี้ต้นทุนดำเนินการเพิ่มจากเดิมเฉลี่ย 6%-7% จึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อ กำไรสุทธิลดลงไปด้วย จากที่เคยอยู่ระดับ 15% เหลืออยู่ที่ 9% ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจที่่ไม่ค่อยดีและกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ลดลงด้วยจึงใช้จ่ายอย่างค่อนข้างระมัดระวัง

บีเอ็นเอ็นจึงต้องสร้างอาวุธใหม่และมาสรุปที่ “นายพรานหมูกระทะ”
ถามว่าทำไมต้องเป็นหมูกระทะ และทำไมต้องเป็นชื่อ นายพรานหมูกระทะ

การใช้ขื่อ นายพราน เพราะได้รับแรงบันดาลใจมาจากลูกชายของ “นัทธมน” เอง ที่่มองว่าเป็นตัวละครเป็นชื่อที่จดจำง่าย
ส่วนที่ต้องเปืนหมูกระทะ เพราะ

1. ตลาดหมูกระทะ เป็นตลาดที่ใหญ่ที่มีมูลค่ามากกว่า9,000 – 10,000 ล้านบาท และที่สำคัญยังไม่มีแบรนด์ใดเป็นเจ้าตลาดแบบเบ็ดเสร็จอย่างชัดเจน เป็นตลาดที่มีผู้เล่นมากแต่กระจัดกระจาย รายใหญ่เช่น นักล่าหมูกระทะ
ตรงนี้ตี๋น้อยสามารถใช้เป็นโอกาสในการขยายฐานลูกค้าใหม่ โดยอาศัยฐานลูกค้าเดิมที่มีอยู่ในการสร้างธุรกิจก่อน 3.6 ล้านคน 

อีกทั้งยังสามารถควบคุมต้นทุนได้ เพราะใช้ฐานวัตถุดิบเดิมที่มีอยู่ได้เนื่องจากเป็นอาหารที่ใกล้เคียงกัน และยังมีระบบครัวกลาง (Central Kitchen) รวมถึงซัพพลายเชนการจัดซื้อวัตถุดิบ (เช่น เนื้อสัตว์ อาหารทะเล) ที่ทรงพลังและมีขนาดใหญ่ (Economies of Scale) การแตกไลน์มาทำหมูกระทะจึงสามารถแชร์วัตถุดิบและบริหารต้นทุนให้ต่ำกว่าคู่แข่งรายอื่นได้อย่างง่ายดาย


2. หมูกระทะ เป็นอาหารที่คนไทยคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว มองไปทางไหนก็เจอ ซึ่งว่าไปแล้ว เบสิคมากกว่าสุกี้ด้วยซ้ำไป แต่ความต่างที่นายพรานมีคือ เป็นหมูกระทะห้องแอร์ที่น้อยนักในตลาดจะมี รวมทั้งเป็นบุฟเฟ่ต์ที่มีอาหารอย่างอื่นพ่วงในร้านด้วย
บีเอ็นเอ็นยืนยันว่า นายพรานหมูกระทะ จะไม่มาเป็นแบรนด์ที่มาแย่งลูกค้ากันเองกับแบรนด์ ตี๋น้อยบาร์บีคิว ที่ีมีราคาสูงกว่าคือ 362 บาท

3. การสร้างทางเลือกใหม่ให้ลูกค้าสามารถทานได้ทุกวัน โดยการสร้างหมูกระทะ ให้เป็นมื้ออาหารปกติที่ทานได้ทุกวันทุกโอกาส ที่ไม่ใช่เรื่องพิเศษ เหมือนกับที่ลูกค้าทานสุกี้ตี๋น้อย เพื่อเพิ่มความถี่ในการเข้ามาใช้บริการ

4. การสร้างนิวเอสเคิร์ฟใหม่ (New S Curve) การที่สุกี้ตี๋น้อยตัดสินใจกระโดดลงมาเล่นในตลาดหมูกระทะภายใต้แบรนด์ใหม่ “นายพรานหมูกระทะ” ถือเป็นกลยุทธ์ที่ผสมผสานระหว่างการขยายไลน์ธุรกิจเพื่อสร้าง New S-Curve และการกระจายความเสี่ยงเพื่อแก้โจทย์กำไรสุทธิของธุรกิจสุกี้ที่เริ่มชะลอตัวลง ท่ามกลางสมรภูมิร้านอาหารที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

5. เป้าหมายสู่การเป็น "Restaurant Group" อย่างเต็มตัว ซึ่งเป็นประเด็นที่สำคัญอย่างมาก ในการสร้างธุรกิจใหม่ๆให้เกิดขึ้น สร้างกลุ่มธุรกิจร้านอาหารที่มีความหลากหลาย ไม่จำกัดอยู่แค่ธุรกิจสุกี้เพียงอย่างเดียว เพื่อกระจายความเสี่ยงและรองรับการแข่งขันในตลาดร้านอาหารที่สูงขึ้น


นายพรานหมูกระทะ เป็นบุฟเฟต์ราคา 299 บาท ซึ่งเป็นราคาสุทธิแล้ว เปิดบริการตั้งแต่เวลา 10.30 น. และปิดบริการเวลา 05.00 น. บริการแบบ Self-Service ให้ลูกค้าเดินไปตักอาหารเอง ซึ่งเน้นไปที่เมนูหมู โดยเมนูหลักคือ หมูหมัก หมูสไลซ์ หมูสามชั้น และยังมีโซนพิเศษอีก 5 โซน คือโซนบาร์ DIY มีส้มตำ และยำ, โซนของทอด เช่น ไส้กรอก เกี๊ยวทอด , โซนของสด เนื้อสัตว์ อาหารทะเล ลูกชิ้น และผักสด เป็นต้น, โซนน้ำจิ้ม มีให้เลือก 3 แบบ น้ำจิ้มนายพราน น้ำจิ้มหมูกระทะ น้ำจิ้มซีฟูด, โซนเครื่องดื่มและของหวาน

ปัจจุบัน บีเอ็นเอ็นมีสุกี้ตี๋น้อยเป็นตัวชูโรง ด้วยจำนวนมากกว่า 116 สาขา, สุกี้ตี๋น้อย พลัส จำนวน 17 สาขา, ตี๋น้อย บาร์บีคิว 10 สาขา, ตี๋น้อย โกลด์ 2 สาขา, ข้าวแกงปันสุข 1 สาขา โดยมีปริมาณลูกค้าเข้ามาใช้บริการประมาณ 100,000 คนต่อวันธรรมดา และเพิ่มเป็น 140,000-150,000 คนต่อวันในช่วงวีนเสาร์อาทิตย์

ส่วนแบรนด์น้องใหม่ นายพรานหมูกระทะ วางแผนจะเปิดปีนี้รวมเป็น 5 สาขา คือที่ ออนติวานนท์ สาขาแรกสุด ตั้งอยู่พื้นที่เดียวกับสุกี้ตี๋น้อย, สาขานครปฐม, สาขาขอนแก่น, สาขาสกลนครและสาขาอุดรธานี

โดนนายพรานหมูกระทะ เน้นเปิดในตลาดต่างจังหวัดเป็นหลักก่อน ด้วยพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 1,000 ตารางเมตร ลงทุนประมาณ 25 ล้านบาทต่อสาขา


สำหรับแผนการขยายาสาขาโดยรวมของทั้งกลุ่มปี 2569 มีประมาณ 60-70 แห่ง เน้นขยายต่างจังหวัดและหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศเป็นหลักให้มากขึ้น หลังจากที่ผ่านมาจะมีมากในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งขณะนี้เปิดไปแล้วใน 39 จังหวัด โดยตั้งเป้าที่จะเปิดในจังหวัดใหม่อีก 18 จังหวัดในปี2569 นี้ และอยู่ระหว่างการหาพื้นที่อีกใน 20 จังหวัด

ส่วนสาขาใหม่ที่เปิดไปแล้วตั้งแต่ต้นปี 2569 เช่น สาขาชัยนาท เป็นสาขาเรือธง ขนาดใหญ่กว่า 1,000 ตร.ม. เปิดตัวในฐานะสาขาแรกที่ใช้คอนเซ็ปต์ใหม่ Teenoi PLUS+ คู่กับ Tn Lounge, สาขาเจอาร์ นครปฐม สาขาขนาดใหญ่ที่เป็นโมเดลแบบ Teenoi PLUS+ ร่วมกับ Teenoi BBQ ในพื้นที่เดียวกัน, สาขาสามกอง (จ.ภูเก็ต) สาขาสำคัญในการปักหมุดลุยตลาดภาคใต้, สาขาเทอร์มินอล 21 โคราช (จ.นครราชสีมา) ขยายฐานลูกค้าฝั่งอีสานด้วยแบรนด์ Teenoi BBQ, สาขาเมเจอร์ ซินีเพล็กซ์ สุขุมวิท เปิดตัวแบรนด์พรีเมียม Teenoi Gold เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้ากลางเมือง, สาขาปั๊ม ปตท. สระแก้ว เน้นเจาะกลุ่มผู้ใช้บริการในสถานีบริการน้ำมันตามเส้นทางเศรษฐกิจ, สาขาเดอะวอล์ก เกษตร-นวมินทร์ และ สาขาเลียบด่วนรามอินทรา เพิ่มสาขาในเครือทั้ง Teenoi Gold และ Teenoi BBQ ในโซนกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก เป็นต้น

ปีนี้ถือเป็นปีที่ เครือตี๋น้อยเร่งเครื่องระดมสรรพกำลังเปิดสาขาใหม่มากที่สุดก็ว่าได้ประมาณ 60 – 70 สาขา จากเดิมเฉลี่ยจะอยู่ในระดับ25-30 สาขาต่อปีเท่านั้น

เป้าหมายใหญ่ของปี2569 นี้ ทางตี๋น้อยตั้งเป้ารายได้รวมไว้ที่ 13,000 ล้านบาท

ต้องจับตาดูว่า การสร้างเอสเคิร์ฟใหม่ กับแบรนด์ใหม่ “นายพรานหมูกระทะ” จะสร้างสีสันและการเติบโตที่แข็งแกร่ง และที่สำคัญ การสร้างอัตรากำไรที่สูงขึ้น ให้กับเครือตี๋น้อยได้มากแค่ไหนอย่างไร เมื่อวันนี้ จากตี๋น้อยหม้อร้อนสุกี้ ถึง นายพรานกระทะร้อน กำลังสร้างบริบทใหม่อีกครั้ง