Arincare ผู้นำด้านแพลตฟอร์ม HealthTech สำหรับอุตสาหกรรมร้านขายยาและบริการสุขภาพของไทย เปิดเผยรายงาน Thailand Pharmacy Outlook 2025 ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมร้านขายยาไทยที่มีมูลค่ารวมกว่า 81,000 ล้านบาท และกำลังก้าวข้ามบทบาทจากช่องทางจำหน่ายยาไปสู่การเป็น "Healthcare Access Point" หรือจุดเชื่อมต่อบริการสุขภาพที่สำคัญของประชาชน พร้อมชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มสำคัญทั้งด้านพฤติกรรมผู้บริโภค การเปลี่ยนแปลงเชิงประชากร เทคโนโลยีสุขภาพ และความสำคัญของข้อมูลต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ
รายงานระบุว่าตลาดร้านขายยาปลีกของประเทศไทยในปี 2025 มีมูลค่าประมาณ 81,000 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งยา เวชภัณฑ์ อาหารเสริม และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพภายในร้านขายยา ซึ่งแตกต่างจากการประเมินมูลค่าตลาดที่อ้างอิงเฉพาะกลุ่มยาเพียงอย่างเดียว โดยข้อมูลธุรกรรมและการวิเคราะห์แนวโน้มจากเครือข่ายร้านขายยาทั่วประเทศสะท้อนว่าอุตสาหกรรมร้านขายยาไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากเดิมที่ทำหน้าที่เป็นเพียงช่องทางจำหน่ายยา ไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของระบบบริการสุขภาพที่เข้าถึงประชาชนได้อย่างใกล้ชิดและสะดวกมากขึ้น
กำลังซื้อและความต้องการด้านสุขภาพกำลังกระจายตัวออกจากเมืองหลักสู่ภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยภาคตะวันออกมีอัตราการเติบโตสูงที่สุดของประเทศที่ 11.12% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม และจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
รายงานยังพบว่า แม้กลุ่มยาอันตรายยังคงมีสัดส่วนตลาดสูงที่สุด แต่ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพเชิงป้องกันกลับเป็นกลุ่มที่เติบโตโดดเด่นที่สุด โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร วิตามิน ผลิตภัณฑ์ความงาม และ Functional Nutrition ซึ่งมีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 11,300 ล้านบาท และเติบโตประมาณ 12% จากปีก่อนหน้า เทรนด์ Self-care ที่เพิ่มขึ้นสะท้อนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคจากการดูแลสุขภาพเมื่อเจ็บป่วย ไปสู่การดูแลสุขภาพเชิงรุกมากขึ้น ส่งผลให้ตลาดสุขภาพเชิงป้องกันกลายเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพสูงในระยะยาว
ภายใต้ระดับหนี้ครัวเรือนไทยที่ยังอยู่ในระดับสูงกว่า 90% ของ GDP รายงานพบว่าผู้บริโภคให้ความสำคัญกับ "ความคุ้มค่า" มากขึ้น จนเกิดปรากฏการณ์ Value Pragmatism ส่งผลให้ยาสามัญ (Generic Drugs) และการจัดชุดสินค้า (Bundling) ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ขณะเดียวกัน ภาพรวมอุตสาหกรรมร้านขายยาในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 กำลังเผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ชะลอตัว โดยข้อมูลจากเครือข่ายร้านขายยาทั่วประเทศของ Arincare พบว่ายอดขายสาขาเดิม (Same Store Sales) โดยเฉลี่ยปรับตัวลดลงประมาณ 11.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้าและระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง
อย่างไรก็ตาม ภาพของตลาดไม่ได้เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันทุกพื้นที่ บางภูมิภาคยังสามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งจากปัจจัยด้านการท่องเที่ยวและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยภาคใต้มีอัตราการเติบโตของยอดขายสาขาเดิมเฉลี่ยสูงถึง 16% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ภาคตะวันออกยังเติบโตได้ 11% สอดคล้องกับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและการลงทุนในพื้นที่ EEC ในทางกลับกัน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือปรับตัวลดลงประมาณ 18% สะท้อนความแตกต่างของกำลังซื้อและโครงสร้างเศรษฐกิจในแต่ละภูมิภาค
หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจในปี 2569 คือความแตกต่างของพฤติกรรมผู้บริโภคและสภาวะเศรษฐกิจในระดับจังหวัดและพื้นที่ย่อยที่ชัดเจนมากขึ้น แม้จะอยู่ในภูมิภาคเดียวกันก็ตาม โดยบางจังหวัดในภาคใต้สามารถเติบโตได้ดีจากแรงหนุนของภาคการท่องเที่ยว ขณะที่บางพื้นที่กลับมียอดขายสาขาเดิมลดลงมากกว่า 30% เมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนให้เห็นว่าแนวคิด One Size Fits All อาจไม่สามารถใช้ได้กับธุรกิจร้านขายยาอีกต่อไป และการตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลเชิงพื้นที่และพฤติกรรมผู้บริโภคในระดับท้องถิ่นจะมีความสำคัญมากขึ้นต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ
ขณะเดียวกัน การเปิดกว้างด้านกฎหมายสำหรับ Telemedicine และบริการสุขภาพออนไลน์ จะเป็นตัวเร่งการเชื่อมต่อบริการสุขภาพระหว่างโลกออนไลน์และออฟไลน์ (Online-to-Offline: O2O) ให้ไร้รอยต่อมากขึ้น ขณะที่การก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสมบูรณ์ (Super-aged Society) ของประเทศไทย จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อความต้องการด้านการดูแลโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และบริการดูแลสุขภาพระยะยาวในอนาคต
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่สะท้อนจากรายงานคือ การแข่งขันของธุรกิจร้านขายยาในปัจจุบันไม่ได้ขึ้นอยู่กับสินค้าและราคาเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่รวมถึงความสามารถในการใช้ข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานและการตัดสินใจ จากเดิมผู้ประกอบการอาศัยประสบการณ์หรือข้อมูลเฉพาะภายในร้าน ปัจจุบันการมองเห็นเทรนด์ระดับอุตสาหกรรม พฤติกรรมผู้บริโภค และความเปลี่ยนแปลงในแต่ละพื้นที่ กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขัน
ด้วยเครือข่ายร้านขายยาลงทะเบียนมากกว่า 6,000 แห่ง และเภสัชกรมากกว่า 12,000 คนทั่วประเทศ ข้อมูลเชิงลึกที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้สะท้อนเพียงภาพของร้านใดร้านหนึ่ง แต่สามารถสะท้อนภาพรวมและแนวโน้มของอุตสาหกรรมในระดับประเทศได้
คุณธีระ กนกกาญจนรัตน์ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Arincare กล่าวว่า
"ตลอดกว่า 10 ปีที่ผ่านมา เราเติบโตไปพร้อมกับอุตสาหกรรมร้านขายยาไทย และมีโอกาสทำงานอย่างใกล้ชิดกับเภสัชกรและผู้ประกอบการทั่วประเทศ เราเห็นการเปลี่ยนแปลงของทั้งพฤติกรรมผู้บริโภค รูปแบบการแข่งขัน และความท้าทายที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลา สิ่งที่น่าสนใจคือบทบาทของร้านขายยาที่กำลังขยายจากการจำหน่ายยาไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของระบบบริการสุขภาพ"
"เมื่อระบบนิเวศมีขนาดใหญ่ขึ้น คุณค่าที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเทคโนโลยี แต่เกิดจากการเชื่อมโยงข้อมูล ความร่วมมือ และผู้เล่นในระบบสุขภาพ เราเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการยกระดับระบบสุขภาพไทยให้แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพมากขึ้นในระยะยาว"
เกี่ยวกับ Arincare
Arincare เป็น HealthTech Platform ของประเทศไทยที่พัฒนาเทคโนโลยีและระบบนิเวศสำหรับอุตสาหกรรมร้านขายยาและบริการสุขภาพ ปัจจุบันมีเครือข่ายร้านขายยาลงทะเบียนมากกว่า 6,000 แห่ง และเภสัชกรมากกว่า 12,000 คนทั่วประเทศ
ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี Arincare ได้ทำงานร่วมกับร้านขายยา ผู้ผลิตยา ผู้จัดจำหน่าย โรงพยาบาล และพันธมิตรในระบบสุขภาพ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานและเชื่อมโยงบริการสุขภาพผ่านเทคโนโลยี ข้อมูล และโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล
รับรายงาน Thailand Pharmacy Outlook 2025 ฉบับเต็ม
สำหรับผู้ที่สนใจข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติม ทั้งแนวโน้มตลาด การวิเคราะห์ภูมิภาค พฤติกรรมผู้บริโภค และโอกาสสำคัญในอุตสาหกรรมสุขภาพ สามารถลงทะเบียนเพื่อรับรายงานฉบับเต็มได้ที่ https://marketing.arincare.com/market-trends/