xs
xsm
sm
md
lg

“พิพัฒน์” ดันไทยสู่ Aviation Hub ปี 72 เร่งอาคารตะวันออก คาดปีนี้เที่ยวบินโต 1.6% สินค้าพุ่ง 2.3 ล้านตัน เร่งชง ครม.เคาะคาร์โก้รายที่ 3

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



"พิพัฒน์-ภัทรพงศ์" ตรวจ “หอการบิน-คลังสินค้า” สุวรรณภูมิ ดันปี 72 ไทยขึ้น Aviation Hub เร่งเพิ่มขีดความสามารถทุกด้าน คาดปีนี้เที่ยวบินเพิ่ม 1.6% ส่วนสินค้าพุ่งกระฉูดทะลุ 2.3 ล้านตัน ผลจาก E-commerce โต คาด ก.ค.นี้ชง ครม.ไฟเขียว ลงนาม AOTGA บริหารคลังสินค้า-บริการภาคพื้นรายที่ 3

วันที่ 15 มิ.ย. 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายการดำเนินงาน บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. (AOT) ณ ศูนย์ควบคุมจราจรทางอากาศเขตสนามบินกรุงเทพฯ และพื้นที่ให้บริการคลังสินค้า ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยเน้นย้ำการดำเนินงานให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล และกระทรวงคมนาคมที่มุ่งเน้นการพัฒนาระบบขนส่งให้ทันสมัย มีประสิทธิภาพ ครอบคลุม เชื่อมโยงทุกระบบขนส่งของประเทศ เพื่อให้ประชาชนมีระบบคมนาคมที่ทันสมัย สะดวก ปลอดภัย ได้มาตรฐาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

นายพิพัฒน์กล่าวว่า แม้ภาพรวมจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง แต่ภาพรวมการเดินทางอากาศของประเทศไทย ในปีงบประมาณ 2569 ยังคงมีแนวโน้มเติบโตในระดับจำกัด ในอัตราชะลอตัว คาดว่ามีจำนวนเที่ยวบินรวมทั้งประเทศ จำนวน 920,000 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ประมาณ 1.6% กระทรวงคมนาคมได้ให้ความสำคัญต่อการยกระดับศักยภาพของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมาอย่างต่อเนื่อง บวท.ได้ให้บริการจราจรทางอากาศ รองรับการใช้งานทางวิ่งเส้นที่ 3 มาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 โดยมีวิธีปฏิบัติรองรับอากาศยานให้สามารถขึ้นและลงทางวิ่งคู่ขนานได้อย่างอิสระ ซึ่งได้มีการลงนามสัญญาจัดหาและติดตั้งระบบช่วยการเดินอากาศ ILS ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และมีกำหนดติดตั้งระบบ และเปิดใช้งานในปี 2570

นายพิพัฒน์กล่าวว่า ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบด้านที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ เนื่องจากอยู่กึ่งกลางภูมิภาคอาเซียนและอยู่ระหว่างประเทศที่มีประชากรมากที่สุดของโลกอย่างจีนและอินเดีย จึงมีศักยภาพที่จะพัฒนาเป็นศูนย์กลางการเดินทางและการขนส่งสินค้าทางอากาศของภูมิภาค หรือ Aviation Hub รวมถึงตั้งเป้าหมายให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการขนส่งทั้งทางบก และทางทะเลอีกด้วย


@คาดปี 72 “สุวรรณภูมิ” ผู้โดยสารแตะ 73 ล้านคน

ทั้งนี้ เป้าหมายผลักดันประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาคในปี 2572 โดยเร่งยกระดับพัฒนาทั้งโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และการพัฒนาบุคลากร เพื่อรองรับการแข่งขันด้านการบินที่รุนแรงขึ้น โดย ทอท.ประเมินว่าปี 2572 สนามบินสุวรรณภูมิจะมีผู้โดยสารประมาณ 73 ล้านคนต่อปี สนามบินดอนเมืองอาจจะมีมากกว่า 36 ล้านคนต่อปี ซึ่งยังไม่รวมเครือข่ายสนามบินหลักทั่วประเทศ ทั้งอู่ตะเภา เชียงใหม่ เชียงราย ภูเก็ต กระบี่ ขอนแก่น อุบลราชธานี เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของศูนย์กลางการบิน Aviation Hub

ขณะที่ปัจจุบันสนามบินสุวรรณภูมิมีขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารได้ 60 ล้านคนต่อปี และอยู่ระหว่างดำเนินการแผนพัฒนาเพิ่มศักยภาพ โดยจะเร่งโครงการส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก (East Expansion) วงเงินลงทุนประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท ซึ่ง ทอท.เสนอแผนต่อกระทรวงคมนาคมแล้ว อยู่ในขั้นตอนเตรียมเสนอ คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติ เริ่มก่อสร้างภายในปี 2570

“เป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนผู้โดยสารเท่านั้น แต่ต้องยกระดับคุณภาพบริการและประสิทธิภาพการบริหารจัดการให้สามารถแข่งขันกับศูนย์กลางการบินชั้นนำของภูมิภาคอย่างสิงคโปร์ได้ โดยต้องทำให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางและจุดแวะต่อเที่ยวบินที่สำคัญของโลกในอนาคต” นายพิพัฒน์กล่าว

นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. รายงานว่า โครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ (South Terminal) วงเงินลงทุนกว่า 2.4 แสนล้านบาท รองรับผู้โดยสารที่ 55-60 ล้านคนต่อปี จะแบ่งการก่อสร้างเป็นเฟส เพื่อเร่งให้เสร็จเร็วขึ้นรองรับได้ทันกับจำนวนผู้โดสารที่จะเพิ่มขึ้น โดยจะมีการพัฒนาพื้นที่ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) และศูนย์โลจิสติกส์การบิน เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต โดยจะก่อสร้างเฟสแรกเสร็จในปี 2576


@ E-commerce หนุนคาร์โก้โต 7 เดือนแตะ 1.7 ล้านตัน คาดปี 69 พุ่ง 2.3 ล้านตัน

ส่วนการขนส่งสินค้าทางอากาศ ได้เน้นย้ำเร่งเพิ่มขีดความสามารถของคลังสินค้าและผู้ประกอบการคาร์โก้ ซึ่ง ทอท.รายงานว่าปริมาณขนส่งสินค้าที่สนามบินสุวรรรภูมิในช่วง 7 เดือนของปี 2569 อยู่ที่ 1.7 ล้านตันแล้ว และคาดว่าทั้งปี 2569 จะมีประมาณ 2.3 ล้านตัน ซึ่งเติบโตจากปี 2568 ที่มีปริมาณสินค้า 1.7 ล้านตัน ซึ่งปัจจัยสำคัญมาจากการซื้อขายสินค้าและบริการผ่านช่องทางออนไลน์ หรือ E-commerce ที่เติบโตอย่างมาก

@คาด ก.ค.นี้ชง ครม.ไฟเขียวเซ็น "AOTGA" สัมปทานคาร์โก้-บริการภาคพื้น รายที่ 3

ทอท.สรุปผลประมูลโครงการให้บริการลานจอดและอุปกรณ์ภาคพื้น การให้บริการผู้โดยสารภาคพื้น และกิจการอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องของผู้ประกอบการรายที่ 3 และโครงการให้บริการคลังสินค้า ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ของผู้ประกอบการรายที่ 3 มีบริษัท บริการภาคพื้น ท่าอากาศยานไทย จำกัด หรือ AOTGA เป็นผู้ได้รับการคัดเลือก คาดว่าจะสามารถเสนอ ครม.พิจารณาอนุมัติผลการคัดเลือกเอกชน และเงื่อนไขสำคัญของสัญญาร่วมลงทุนได้ภายใน 2 เดือนนี้

ส่วนท่าอากาศยานดอนเมือง ปัจจุบันมีขีดความสามารถรองรับที่ 30 ล้านคนต่อปี โดยปี 2572 คาดว่าจะมีปริมาณผู้โดยสารคาดการณ์ 36.2 ล้านคน จึงมีความจำเป็นต้องเร่งดำเนินโครงการพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมือง ระยะที่ 3 ซึ่ง ทอท.อยู่ระหว่างทบทวนแผนการพัฒนา ซึ่งจะมีอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศและการปรับปรุงถนน และบริการระบบขนส่งสาธารณะ คาดว่าจะนำเสนอข้อมูลเพิ่มเติมส่งให้ สนข.และกระทรวงคมนาคมพิจารณาได้ภายในเดือนนี้ก่อนเสนอ ครม.พิจารณา โดยจะเพิ่มขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารเป็น 36 ล้านคนต่อปีในปี 2575 และ 40 ล้านคนต่อปีในปี 2577


@ชูเทคโนโลยีอัจฉริยะ เพิ่มศักยภาพบริการเดินอากาศ

ด้วยนายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า บวท.อยู่ระหว่างดำเนินการด้านโครงสร้างพื้นฐานระบบการให้บริการการเดินอากาศ การออกแบบห้วงอากาศและเส้นทางบิน เพื่อเพิ่มศักยภาพการรองรับปริมาณเที่ยวบิน อีกทั้งมีแผนพัฒนาประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการให้บริการจราจรทางอากาศ โดยนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดในขณะนี้ เข้ามาใช้งาน คือ ระบบ Follow The Green และระบบ Digital Tower นอกจากนี้ ได้เร่งรัดการดำเนินโครงการจัดเตรียมความพร้อมเพื่อให้บริการการเดินอากาศ ณ สนามบินอู่ตะเภา ซึ่งเป็นโครงการที่อยู่ในกลุ่ม Quick-win 2 ตามนโยบายของกระทรวงคมนาคม

“เป้าหมายสำคัญในการยกระดับการบริหารน่านฟ้าเพื่อขับเคลื่อนไทยสู่ World-class Aviation Hub ต้องอาศัยความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership) ต้องบูรณาการ อย่างใกล้ชิดของหน่วยงานด้านการบินที่เกี่ยวข้อง ทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และระบบการให้บริการการเดินอากาศด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต มีการบริหารจัดการจราจรทางอากาศที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ทุกหน่วยงานเป็นฟันเฟืองที่ต้องขับเคลื่อนสอดประสานกัน เพื่อสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินของประเทศไทยในระยะยาว”

นายสุรชัย หนูพรหม รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ รักษาการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บวท. กล่าวว่า บวท.มีความพร้อมในการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม โดยปัจจุบัน บวท.ให้บริการจราจรทางอากาศอย่างเต็มประสิทธิภาพ ด้วยโครงสร้างพื้นฐานระบบบริการการเดินอากาศที่ทันสมัย ที่เรียกว่าระบบ Thailand Modernization CNS/ATM Systems หรือ TMCS โดยมีแผนจะปรับปรุงระบบ TMCS และระบบสำรองฉุกเฉิน พร้อมทั้งพัฒนาระบบเทคโนโลยีให้ทันสมัย มุ่งพัฒนาคุณภาพด้านการให้บริการ ด้านบุคลากร ด้านระบบเทคโนโลยี และด้านการบริหารจัดการ ทั้งนี้ บวท.จะมีการนำระบบ Approach Spacing Tool (AST) เข้าใช้งานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการจราจรทางอากาศแก่อากาศยานขาเข้าในการจัดระยะต่อ (Separation) ของอากาศยานเพื่อเข้าสู่แนวร่อนของทางวิ่งคู่ขนาน อีกทั้งได้มีการหารือร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา เพื่อนำข้อมูลเรดาร์ตรวจอากาศแสดงผลบนหน้าจอของเจ้าหน้าที่ควบคุมจราจรทางอากาศเพื่อช่วยลดภาระงานของเจ้าหน้าที่ควบคุมจราจรทางอากาศในการจัดการเส้นทางบินเพื่อหลบหลีกสภาพอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดทางการบิน