xs
xsm
sm
md
lg

Ethereum คุยข่มรับมือภัยควอนตัมได้แล้ว ใช้ต้นทุนเพียง 2 บาทต่อบัญชี

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



หัวหน้าโครงการ Kohaku ของ Ethereum Foundation เสนอกลไกป้องกันลายเซ็นดิจิทัลรุ่นใหม่ที่ทนทานต่อการโจมตีจากคอมพิวเตอร์ควอนตัม โดยมีต้นทุนเพียง 0.07 ดอลลาร์หรือราว 2.50 บาทต่อบัญชี และไม่จำเป็นต้องรอการอัปเกรด hard fork แนวทางนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลที่ทวีขึ้นในชุมชนคริปโตว่าเทคโนโลยีควอนตัมอาจกลายเป็นภัยคุกคามจริงต่อระบบเข้ารหัสของสินทรัพย์ดิจิทัลภายในทศวรรษนี้

นิโกลาส กอนซีญี (Nicolas Consigny) หัวหน้าโครงการ Kohaku ของ Ethereum Foundation เผยแพร่ข้อเสนอผ่านแพลตฟอร์ม X เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2569 พร้อมเอกสารวิชาการที่ตีพิมพ์บน ethresear.ch โดยระบุว่าข้อเสนอนี้ต่อยอดจาก SPHINCS+ มาตรฐานลายเซ็นต้านควอนตัมที่ได้รับการรับรองจากสถาบันมาตรฐานและเทคโนโลยีแห่งชาติสหรัฐฯ (NIST) แล้วปรับแต่งให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพบนเครือข่าย Ethereum

ข้อเสนอที่ได้ชื่อว่า "SPHINCS-" นี้มุ่งลดต้นทุนการยืนยันลายเซ็นบน chain โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงโปรโตคอลหรือเพิ่ม precompile กอนซีญีอธิบายว่า SPHINCS- จะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมไปสู่ระบบ "leanSPHINCS" ซึ่งเป็นโซลูชันระยะยาวที่ตั้งเป้าลดต้นทุนลงอีกขั้นผ่านการรวมกลุ่มลายเซ็น (aggregation)

การลดทอนความปลอดภัยของรูปแบบลายเซ็นดิจิทัล SPHINC และต้นทุนการตรวจสอบบนบล็อกเชน แหล่งที่มา: Ethresearch.ch
เป้าหมายหลักของข้อเสนอนี้คือการแก้จุดอ่อนของอัลกอริทึม Elliptic Curve Digital Signature Algorithm (ECDSA) ที่ Ethereum ใช้อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งคาดว่าอาจเปราะบางต่อการโจมตีด้วยคอมพิวเตอร์ควอนตัมในอนาคต แนวทางนี้จึงเปิดโอกาสให้ผู้ใช้เริ่มป้องกันบัญชีได้ก่อนที่ hard fork สำหรับแก้ปัญหานี้โดยเฉพาะจะพร้อมใช้งาน

ความกังวลเรื่องภัยควอนตัมในโลกคริปโตไม่ใช่แค่เรื่องทางทฤษฎีอีกต่อไป โดยก่อนหน้านี้ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา สตาร์ตอัปด้านควอนตัม Project Eleven มอบรางวัลแก่ จานคาร์โล เลลลี (Giancarlo Lelli) นักวิจัยที่ใช้คอมพิวเตอร์ควอนตัมเจาะรหัส elliptic curve ขนาด 15 บิตได้สำเร็จ แม้กุญแจของบิทคอยน์จะมีความยาว 256 บิตซึ่งใหญ่กว่าอีกมาก แต่ความสำเร็จนี้แสดงให้เห็นว่า Shor's algorithm ที่เคยอยู่แค่ในกระดาษกำลังเดินหน้าสู่การใช้จริงแล้ว

ที่มา: Glassnode
สัญญาณที่น่าจับตาคือข้อมูลจาก Glassnode ที่ชี้ว่าบิทคอยน์ราว 1.92 ล้านเหรียญ หรือเกือบ 10% ของอุปทานทั้งหมด อยู่ในภาวะ "ไม่ปลอดภัยเชิงโครงสร้าง" ต่อการโจมตีควอนตัม และอีก 4.12 ล้านเหรียญ หรือ 20.6% จัดอยู่ในกลุ่ม "ไม่ปลอดภัยเชิงปฏิบัติการ" จากการจัดการกุญแจหรือที่อยู่ที่ไม่รัดกุม ตัวเลขนี้สอดคล้องกับที่ Ark Invest เคยประเมินไว้เมื่อเดือนมีนาคมว่า 65% ของอุปทานยังคงปลอดภัย

สำหรับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มคริปโตและสถาบันการเงินในไทยที่กำลังขยายบริการสินทรัพย์ดิจิทัล นัยยะสำคัญของข้อเสนอนี้อยู่ที่ต้นทุนที่ต่ำอย่างผิดคาด การป้องกันบัญชีผู้ใช้จำนวนมากในราคาหลักล้านบาทถือเป็นจุดคุ้มทุนที่น่าสนใจ โดยเฉพาะหากกรอบกำกับดูแลของ ก.ล.ต. เริ่มกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยขั้นต่ำที่รองรับภัยควอนตัมขึ้นในอนาคต