xs
xsm
sm
md
lg

“เบบี้แอนด์มัมฯ” จับมือ สวทช. เร่ง R&D ดึง “นาโนเทคโนโลยี” ต่อยอดนวัตกรรมเพื่อสุขภาพสตรีเตรียมตั้งครรภ์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



บริษัท เบบี้แอนด์มัม (ประเทศไทย) จำกัด ตอกย้ำจุดยืนการเป็นแบรนด์บนพื้นฐานวิทยาศาสตร์ ผนึกความร่วมมือกับศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (NANOTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) “ผลักดันงานวิจัย” ควบคู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างเป็นระบบ พร้อมนำ “นาโนเทคโนโลยี” มายกระดับประสิทธิภาพการนำส่งสารสำคัญ พร้อมผลวิจัยประสิทธิภาพและความปลอดภัย เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับสุขภาพผู้หญิง การเตรียมตั้งครรภ์ และการดูแลสุขภาพระยะยาว
 


ครูก้อย นัชชา ลอยชูศักดิ์ กรรมการบริหาร บริษัท เบบี้แอนด์มัม (ประเทศไทย) จำกัด และครูวิทยาศาสตร์ผู้ก่อตั้งเพจ “BabyAndMom.co.th” คลังความรู้การเตรียมตั้งครรภ์ตามหลักวิทยาศาสตร์และงานวิจัยทางการแพทย์ เปิดเผยว่า บริษัทกำหนดแนวทางพัฒนาผลิตภัณฑ์บนพื้นฐานวิทยาศาสตร์ตั้งแต่ต้นน้ำ เนื่องจากกลุ่มผู้หญิงที่เตรียมตั้งครรภ์เป็นกลุ่มที่ต้องการผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูง เราจึงให้ความสำคัญกับข้อมูลวิจัยและการทดสอบจริง เพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นมีคุณภาพและตอบโจทย์สุขภาพในเชิงลึก

โดยการร่วมมือกับ NANOTEC ครั้งนี้ มุ่งผลักดันงานวิจัยและการนำ “นาโนเทคโนโลยี” มาใช้ยกระดับประสิทธิภาพของสารสำคัญ โดยเพิ่มความคงตัวและการดูดซึม ถือเป็นการต่อยอดองค์ความรู้จากงานวิจัยสู่การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้เตรียมความพร้อมก่อนตั้งครรภ์ที่ต้องการโซลูชันบนหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ พร้อมตอกย้ำบทบาทของเบบี้แอนด์มัมฯ ในฐานะผู้นำตลาดที่นำนาโนเทคโนโลยีเพื่อการนำส่งสารสำคัญในผลิตภัณฑ์สำหรับเตรียมความพร้อมก่อนตั้งครรภ์


ด้าน ดร.ธวิน เอี่ยมปรีดี ผู้อำนวยการแผนงานนวัตกรรมแพลตฟอร์มสารออกฤทธิ์จากสมุนไพรไทยเพื่อความงาม สุขภาพ และอายุยืนยาว (PhytoEX) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ระบุว่า ความร่วมมือกับภาคเอกชนถือเป็นภารกิจสำคัญของหน่วยงาน การที่เบบี้แอนด์มัมฯ ให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านวิจัย และการทดสอบของผลิตภัณฑ์ภายใต้โครงการ PhytoEX Celebrity Accelerator Program เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงลึกสำหรับสุขภาพผู้หญิง ความร่วมมือดังกล่าวสะท้อนแนวโน้มการผสานองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม เข้ากับการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพในเชิงพาณิชย์อย่างเป็นระบบ ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมสุขภาพ โดยเฉพาะการพัฒนาที่ไม่ยึดเพียงข้อมูลของสารตั้งต้น แต่ต้องมีผลลัพธ์จากผลิตภัณฑ์ที่ใช้ได้จริงก่อนออกสู่ตลาด

ทั้งนี้ แนวทางความร่วมมือจะเริ่มจากการทดสอบในระดับห้องปฏิบัติการและระดับเซลล์ เพื่อประเมินประสิทธิภาพของสารสำคัญและเทคโนโลยีการนำส่ง “Nano encapsulation” เทคโนโลยีการห่อหุ้มสารสำคัญไว้ในโครงสร้างขนาดเล็กระดับนาโน เพื่อช่วยคงคุณภาพของสารสำคัญและเพิ่มประสิทธิภาพการนำส่งในร่างกาย ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพโดยรวม สรุปคือความแตกต่างขององค์ประกอบภายในและเทคโนโลยีการนำส่ง เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้สารสกัดชนิดเดียวกันอาจให้ผลลัพธ์ต่างกัน และการมีงานวิจัยรองรับจะช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลมากขึ้น

“การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ จำเป็นต้องมีข้อมูลการทดสอบรองรับอย่างชัดเจน ตั้งแต่ระดับห้องปฏิบัติการ ระดับเซลล์ และสัตว์ทดลอง ก่อนพัฒนาไปสู่การทดสอบในมนุษย์ เพื่อยืนยันทั้งประสิทธิภาพและความปลอดภัย อย่างไรก็ตามการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารเสริมหรือสารสกัดบางชนิด อาจไม่จำเป็นต้องรอผลการทดสอบในมนุษย์ให้เสร็จสิ้นก่อนวางจำหน่าย โดยเฉพาะในกรณีที่เป็นสารจากสมุนไพรหรือสารที่มีข้อมูลทางวิชาการรองรับด้านความปลอดภัย และสามารถใช้ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารได้ตามข้อกำหนดของ อย. จึงสามารถดำเนินการเปิดตัวสู่ตลาดควบคู่กับการวิจัยได้” ดร.ธวิน กล่าว

นอกจากการพัฒนาเทคโนโลยีผลิตภัณฑ์ ทั้งสองฝ่ายยังเน้นย้ำถึง “พื้นฐานสุขภาพ” ว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการเตรียมความพร้อมก่อนตั้งครรภ์ โดยประกอบด้วยการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม การนอนหลับที่มีคุณภาพ การจัดการความเครียด และการรับประทานอาหารหลากหลายครบ 5 หมู่ ซึ่งจะช่วยเสริมประสิทธิภาพของการดูแลสุขภาพและเทคโนโลยีทางการแพทย์ในระยะต่อไป

ในส่วนของการบริโภคอาหารเสริม ดร.ธวินให้ข้อมูลว่า ประสิทธิภาพไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาจาก “ขนาดที่มีผลจริงตามงานวิจัย (Effective dose)” เทคโนโลยีการนำส่ง และความเหมาะสมกับแต่ละบุคคล ขณะที่ครูก้อยเสริมว่า ผู้บริโภคควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บนพื้นฐานของข้อมูลวิจัย และคำนึงถึงความต้องการเฉพาะบุคคลเป็นสำคัญ ซึ่งสามารถประเมินได้จากผลการตรวจสุขภาพ

“อาหารเสริมไม่สามารถทดแทนอาหารหลักได้ แต่ทำหน้าที่เป็นตัวเติมเต็มในส่วนที่ร่างกายได้รับไม่เพียงพอ การเลือกใช้จึงควรอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลสุขภาพและความจำเป็น” ครูก้อยกล่าว 


ความร่วมมือระหว่างเบบี้แอนด์มัมฯ และ สวทช. ในครั้งนี้ สะท้อนบทบาทของเบบี้แอนด์มัมฯ ในฐานะแบรนด์ที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์ และชี้ทิศทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ผสานองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ากับการพัฒนาเชิงพาณิชย์อย่างเป็นระบบ เพื่อยกระดับมาตรฐานในระยะยาว โดยบริษัทมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับผู้หญิงและผู้ที่เตรียมตั้งครรภ์บนพื้นฐานของงานวิจัยที่ตรวจสอบได้ ควบคู่ทั้งด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัย พร้อมยึดหลักให้ทุกผลิตภัณฑ์มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับอย่างชัดเจน และเดินหน้าผลักดันงานวิจัยควบคู่การพัฒนาในทุกผลิตภัณฑ์ ครูก้อย กล่าว