xs
xsm
sm
md
lg

ไม่ขายแค่เครื่องพิมพ์ ‘ฟูจิฟิล์ม’ ใช้ฐานลูกค้า ต่อยอดสู่ตลาดไซเบอร์ซีคิวริตี้

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ฟูจิฟิล์มฯ ปรับบทบาทจากผู้จำหน่ายเครื่องพิมพ์และเครื่องถ่ายเอกสาร สู่ "พันธมิตรด้าน DX แบบครบวงจร" ชูความพร้อมเรื่อง Cybersecurity ในการขยายตลาดปีนี้ อุดรอยรั่วองค์กรไทยในยุคที่ข้อมูลถูกเปลี่ยนเป็นดิจิทัล เผยมีโอกาสเปิดบริการศูนย์เฝ้าระวังความปลอดภัย (SOC) ในไทยเร็วๆ นี้

นายฮายาโตะ ซึโบอิ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ฟูจิฟิล์ม บิสซิเนส อินโนเวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 65 ปีที่ผ่านมา "เครื่องพิมพ์" ยังคงเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ไม่เคยหายไปจากสำนักงาน อย่างไรก็ตาม ในยุคปัจจุบันปริมาณการใช้กระดาษลดลงและเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบดิจิทัลมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อองค์กรต่าง ๆ นำเทคโนโลยี AI เข้ามาประยุกต์ใช้ ทำให้ต้องมีการแปลงเอกสารกระดาษให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล (Digitalization) เพื่อส่งต่อให้ AI ประมวลผล

"ข้อมูลที่เคยปลอดภัยอยู่บนกระดาษ เมื่อกลายเป็นดิจิทัลแล้วจะมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทันที และนี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ฟูจิฟิล์มฯ ต้องหันมามุ่งเน้นเรื่อง Cybersecurity ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการเวิร์กโฟลว์"

นอกจากนี้ ภูมิทัศน์ของภัยคุกคามไซเบอร์ในปัจจุบันมีความน่ากลัวและซับซ้อนขึ้นมาก รายงานระบุว่าเวลาเฉลี่ยที่แฮกเกอร์ใช้ในการเจาะเข้าสู่ระบบลดลงถึง 65% จากเดิมที่เคยใช้เวลาประมาณ 100 นาที ปัจจุบันสามารถทำได้ภายในเวลาเพียง 29–35 นาทีเท่านั้น

ยในประเทศไทยเริ่มพบเคสความเสียหายจริงจากการโจมตีประเภท "Prompt Injection" ซึ่งแฮกเกอร์ใช้วิธีซ่อนชุดคำสั่งด้วยตัวอักษรสีขาวลงบนพื้นหลังสีขาวในอีเมลใบแจ้งหนี้ (Invoice) ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เมื่อพนักงานส่งไฟล์เข้าสู่ระบบ AI เพื่อประมวลผล AI จะอ่านคำสั่งที่ซ่อนอยู่และปฏิบัติตามคำสั่งของแฮกเกอร์โดยการส่งข้อมูลสำคัญขององค์กรออกไปภายนอกทันที

ตลาดไซเบอร์ซีคิวริตี้ไทยโต แต่องค์กร SME ยังน่าห่วง


จากข้อมูลการคาดการณ์ตลาดความปลอดภัยทางไซเบอร์ทั่วโลก มีแนวโน้มเติบโตขยายมูลค่าสูงถึง 10.9 ล้านล้านบาท (อัตราการเติบโตเฉลี่ย 11.9% ระหว่างปี 2026–2033) ขณะที่ในภูมิภาคเอเชีย ประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานไอทีก้าวหน้าอย่าง ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และฮ่องกง มีมูลค่าตลาดแตะระดับ 3.16 แสนล้านบาท, 4.8 หมื่นล้านบาท และ 2.78 หมื่นล้านบาทตามลำดับ

สำหรับประเทศไทย ตลาด Cybersecurity กำลังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง คาดว่าจะมีมูลค่าทะลุ 22,200 ล้านบาทภายในปลายปี พ.ศ. 2569 ปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากนโยบาย Thailand 4.0, โครงการ Digitization ทั่วทั้งองค์กร และข้อกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ที่มีบทลงโทษสูง

อย่างไรก็ตาม ฟูจิฟิล์มฯ พบว่าประเทศไทยยังมีความเหลื่อมล้ำในการลงทุนด้านความปลอดภัยค่อนข้างสูง โดยองค์กรขนาดใหญ่ หรือกลุ่มสถาบันการเงิน เป็นกลุ่มที่มีความตื่นตัวสูง ลงทุนเฉลี่ยตั้งแต่ 3 ล้านบาทขึ้นไปต่อปี

ขณะที่ในกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) มีการใช้จ่ายต่ำกว่า 300,000 บาทต่อปี บางแห่งยังคงใช้งานระบบปฏิบัติการรุ่นเก่า เช่น Windows 10 หรือ Windows XP และยังขาดความตระหนักรู้เพราะคิดว่าตนเองไม่ใช่เป้าหมายการโจมตี

นอกจากนี้ ภาคธุรกิจไทยยังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่จากการขาดแคลนบุคลากรด้านความปลอดภัยไซเบอร์ในประเทศสูงถึงประมาณ 20,000 คน ส่งผลให้รูปแบบการจัดซื้อระบบเปลี่ยนผ่านจากการซื้อผลิตภัณฑ์แบบแยกส่วน ไปสู่การเลือกใช้บริการดูแลระบบความปลอดภัยจากภายนอก (Outsourcing) เพิ่มมากขึ้น

ชูโมเดล One-stop Service


ฟูจิฟิล์ม บิสซิเนส อินโนเวชั่น (ประเทศไทย) ชูความพร้อมในการก้าวสู่ตลาดนี้ด้วยประสบการณ์ลึกซึ้งในการบริหารจัดการข้อมูลตลอดวงจรชีวิตของเอกสารผ่าน ศูนย์บริการเทคโนโลยีเอกสาร (Document Technology Center) ที่ก่อตั้งมานานกว่า 25 ปี ด้วยเงินลงทุนกว่า 300 ล้านบาท

"เราไม่ได้เป็นผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ความปลอดภัยทางไซเบอร์โดยตรง แต่จุดแข็งของเราคือเราได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าในการเข้าถึงและดูแลข้อมูลสำคัญในสำนักงานอยู่แล้ว การนำเสนอโซลูชันความปลอดภัยที่บูรณาการร่วมกับอุปกรณ์ไอทีและระบบเอกสารเดิมแบบจึงเป็นคุณค่าหลักที่คู่แข่งรายอื่นไม่มี"

ปัจจุบัน โครงสร้างสัดส่วนรายได้ของ ฟูจิฟิล์ม มาจากกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องพิมพ์ในสำนักงาน 55% ตามด้วยกลุ่มบริการไอทีและโซลูชันด้านการจัดการข้อมูล 30% ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีโอกาสในการเติบโต และกลุ่มธุรกิจงานพิมพ์เชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม 15%

ขณะเดียวกันในอนาคต ยังมีโอกาสนำบริการศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังความปลอดภัยทางไซเบอร์ (SOC) เข้ามาให้บริการภายในปีงบประมาณหน้า เพื่อให้สามารถเริ่มให้บริการแก่ลูกค้าได้ทันที โดยจะมุ่งเน้นไปที่กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ภาคการผลิต (Manufacturing) ซึ่งมักตกเป็นเป้าหมายหลักของแรนซัมแวร์ เนื่องจากไม่สามารถหยุดสายการผลิตได้