การกำหนดราคาคาร์บอนเป็นเครื่องมือสำคัญในการระดมทุนและสร้างความมั่นคงด้านการพัฒนา ปัจจุบันเกือบ 30% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกอยู่ภายใต้การกำหนดราคาคาร์บอนโดยตรง ผ่านนโยบายที่นำมาใช้แล้ว 87 นโยบาย รายงานสถานการณ์และแนวโน้มการกำหนดราคาคาร์บอนปี 2026 เปิดโอกาสให้ได้ทบทวนทศวรรษที่ผ่านมา เมื่อมองในระยะยาวแล้วแนวโน้มหลายประการโดดเด่นออกมา
รายงาน "State and Trends of Carbon Pricing 2026" ของธนาคารโลก (World Bank) ชี้ว่า กลไกราคาคาร์บอนภาคทางการ เช่น ระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emissions Trading Systems: ETS) และระบบภาษีคาร์บอน (Carbon Taxes) มีการขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยปัจจุบันประเทศต่างๆ ทั่วโลกมีการนำไปกำหนดนโยบายที่มีผลบังคับใช้แล้วถึง 87 นโยบาย ใน 47 ประเทศ และ 1 ภูมิภาค (สหภาพยุโรป) ครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของทั่วโลกสูงถึงร้อยละ 29 คิดเป็นปริมาณที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 625 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e)
และเมื่อมองไปข้างหน้า หากระบบ ETS และ Carbon Tax ของประเทศที่อยู่ระหว่างการพัฒนาและตัดสินใจจะประกาศใช้ได้ครบถ้วนภายในปี 2030 สัดส่วนนี้จะขยับขึ้นไปแตะเกือบ 1 ใน 3 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก ในเชิงบริหารจัดการ จุดเด่นที่สะท้อนความจริงจังของกลไกนี้คือ ราคาคาร์บอน (Carbon Pricing) ภายใต้ระบบ ETS และ Carbon Tax เฉลี่ยทั่วโลก (Weighted-average) ที่ดีดตัวขึ้นเกือบเท่าตัวจาก 10 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2016 มาอยู่ที่เกือบ 21 ดอลลาร์สหรัฐต่อ tCO2e ในปี 2026 ข้อมูลนี้ส่งสัญญาณชัดเจนว่า ภาคการบริหารและนโยบายในระดับประเทศจำเป็นต้องเร่งเตรียมความพร้อมระบบฐานข้อมูล เพื่อรองรับแนวโน้มการบังคับใช้กฎหมายเพื่อลดก๊าซเรือนกระจกที่เข้มข้นขึ้นในอนาคตอันใกล้
หากพิจารณาเปรียบเทียบระหว่างสองกลไกหลัก ผลลัพธ์เชิงสถิติระบุว่า ระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) มีอัตราการเติบโตที่ทิ้งห่างระบบภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) อย่างเห็นได้ชัด โดยในรอบทศวรรษสัดส่วนการครอบคลุมของ ETS ทั่วโลกเติบโตแบบก้าวกระโดดจากร้อยละ 8 ขึ้นมาเป็นร้อยละ 26 ขณะที่ภาษีคาร์บอนยังทรงตัวอยู่ที่ร้อยละ 4–5 ไฮไลท์ที่น่าสนใจสำหรับผู้กำหนดนโยบายในภูมิภาคเอเชียคือ การเปิดตัวระบบ ETS ระดับชาติขนาดใหญ่ของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชีย ทั้งอินเดีย (ระบบ Carbon Credit Trading Scheme: CCTS ครอบคลุมราว 477 MtCO2e) และญี่ปุ่น (ระบบ GX-ETS ครอบคลุมกว่า 524 MtCO2e) รวมถึงความเคลื่อนไหวใกล้ตัวอย่างเวียดนามที่เริ่มบังคับใช้ระบบ ETS แล้ว
นอกจากนี้ รายรับรวมของรัฐบาลทั่วโลกจากทั้งสองระบบยังเติบโตทะลุ 1.07 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งในจำนวนนี้ร้อยละ 70 มาจากระบบ ETS และเงินทุนมหาศาลนี้ได้ถูกนำกลับไปจัดสรรหมุนเวียน (Revenue Recycling) ในระบบเศรษฐกิจเพื่อสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ยืนยันว่า ETS คือกลไกหลักที่สามารถสร้างความสมดุลระหว่างการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการสร้างรายได้กลับคืนสู่รัฐ
ในส่วนของการบริหารจัดการกลไกคาร์บอนเครดิต (Carbon Crediting Mechanisms) ซึ่งเป็นกลไกราคาคาร์บอนภาคสมัครใจมีการซื้อขายในตลาดคาร์บอน โดยจากรายงานฯ พบว่า ตลาดคาร์บอนกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่มีความหลากหลายและเชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อน โดยในปัจจุบันมีกลไกที่บริหารโดยหน่วยงานรัฐ (Governmental Mechanisms) บังคับใช้แล้วถึง 34 กลไกทั่วโลก เช่น J-Credit ของญี่ปุ่น รวมถึง T-VER (Standard T-VER และ Premium T-VER) ของไทย
สำหรับภาพรวมของโลกในปี 2025 ยอดการรับรองคาร์บอนเครดิต (Issuance) เติบโตร้อยละ 8 อยู่ที่ 432 MtCO2e โดยมีกลไกมาตรฐานอิสระ (Independent Mechanisms) เป็นผู้รับรองคาร์บอนเครดิตหลักคิดเป็นร้อยละ 70 ขณะที่ฝั่งความต้องการใช้เครดิต แม้ยอดการยกเลิกและชดเชย (Retirement) รวมลดลงมาอยู่ที่ 212 MtCO2e จากการปรับฐานของฝั่งปฏิบัติตามกฎหมายในบางพื้นที่ แต่ข้อมูลที่น่าสนใจคือ ภาคสมัครใจ (Voluntary) กลายเป็นกำลังหลักที่มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 82 ของยอดการชดเชยทั้งหมด ยิ่งไปกว่านั้น มูลค่าสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Offtake Agreements) ในปี 2025 ยังพุ่งทะยานขึ้นถึง 3 เท่าตัว แตะระดับ 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นปริมาณ 158 MtCO2e
สิ่งนี้สะท้อนว่า ภาคธุรกิจมีความต้องการล็อกปริมาณคาร์บอนเครดิตไว้ล่วงหน้าเพื่อบริหารความเสี่ยงระยะยาวของการดำเนินธุรกิจ ซึ่งระบบฐานข้อมูลในทะเบียนคาร์บอนเครดิต (Registry) ของเราต้องพัฒนาขีดความสามารถให้พร้อมรองรับธุรกรรมที่ซับซ้อนเหล่านี้
บทวิเคราะห์เชิงลึกที่ส่งผลต่อการวางกลยุทธ์โดยตรงคือ "การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคความน่าเชื่อถือสูงและการสร้างมูลค่าเพิ่มเชิงคุณภาพ” (High-Integrity Era) เพื่อแก้ข้อกังวลด้านคุณภาพในอดีต ตลาดโลกในปัจจุบันจึงหันมาให้ความสำคัญกับความโปร่งใสตรวจสอบได้ ส่งผลให้เริ่มเห็นการบูรณาการที่ชัดเจนขึ้น เช่น การที่กลไกภายใต้มาตรา 6.4 ของความตกลงปารีส ที่ Supervisory Body ของ UNFCCC ได้มีการอนุมัติรับรองคาร์บอนเครดิตให้กับโครงการแรกของโลกจากโครงการ Clean Cookstove ประเทศพม่า
ในแง่ของราคานั้น ตลาดไม่ได้มองคาร์บอนเครดิตทุกประเภทโครงการมีค่าเท่ากันอีกต่อไป โดยเมษายน ปีค.ศ.2026 ราคาเฉลี่ยของคาร์บอนเครดิตประเภท Nature-Based อยู่ระหว่าง 7-14 ดอลลาร์สหรัฐต่อ tCO2e ในขณะที่ประเภทพลังงานทดแทน ราคา 1 ดอลลาร์สหรัฐต่อ tCO2e ซึ่งราคาซื้อขายนี้สะท้อนมาที่แนวโน้มการทำโครงการภาคป่าไม้ในปี 2025 มีการรับรองเครดิตสูงขึ้นร้อยละ 36 เมื่อเทียบกับปี 2024 ส่วนโครงการภาคพลังงานทดแทนมีการรับรองลดลง ร้อยละ 38
นอกจากนี้ คาร์บอนเครดิตที่ผ่านมาตรฐานระดับสูงและเชื่อมโยงกับมาตรฐานสากลจะได้รับส่วนต่างราคาพรีเมียม (Price Premium) อย่างโดดเด่น เช่น คาร์บอนเครดิตที่ใช้ชดเชยกับมาตรการ CORSIA มีราคาซื้อขายสูงถึง 15–22 ดอลลาร์สหรัฐต่อ tCO2e ขณะที่ราคาคาร์บอนเครดิตทั่วไปอยู่ที่ 1–14 ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น นอกจากนี้ ดัชนีชี้วัดความน่าเชื่อถือจากหน่วยงานจัดอันดับอิสระภายนอก (Third-party Ratings) กลายมาเป็นปัจจัยกำหนดราคาหลัก เช่น โครงการปลูกป่าทดแทน (Reforestation) ที่ได้รับการประเมินอันดับเรตติ้งให้สูงขึ้น สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและดันราคาคาร์บอนเครดิตในตลาดให้พุ่งสูงขึ้นได้ถึงร้อยละ 87
รายงานฯ ฉบับนี้ชี้ชัดว่า หมดยุคของการพัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิตแบบเน้น "ปริมาณ" หรือเน้น "ราคาถูก" แล้ว ทิศทางนโยบายและการพัฒนาระบบข้อมูลก๊าซเรือนกระจกต่อจากนี้ ต้องมุ่งเน้นการยกระดับมาตรฐานข้อมูล (Data Standards) ความโปร่งใสที่ตรวจสอบได้ และการพัฒนาระบบทะเบียนคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit Registry System) ให้สอดรับกับเกณฑ์ระดับสากล เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันและสร้างมูลค่าเพิ่มที่ยั่งยืนในเวทีโลก ./