ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน)(ทีทีบี) ได้แจ้งผลโครงการซื้อหุ้นคืนครั้งที่ 4 ซึ่งดำเนินการระหว่างวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 ถึง วันที่ 9 มิถุนายน 2569 ด้วยวิธี General Offer หรือการรับซื้อคืนเป็นการทั่วไปที่ราคา 2.26 บาทต่อหุ้น กรอบวงเงินไม่เกิน 9,245 ล้านบาท หรือคิดเป็น 100% ของวงเงินที่กำหนดไว้
นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีทีบี เปิดเผยว่า สำหรับโครงการซื้อหุ้นคืนครั้งที่ 4 ทีทีบีสามารถซื้อหุ้นคืนจากผู้ถือหุ้นทั้งรายย่อยและนักลงทุนสถาบันรวมเป็นมูลค่า 9,245 ล้านบาท หรือคิดเป็น 100% ของวงเงินที่กำหนดไว้ ซึ่งเมื่อรวมผลจากการซื้อหุ้นคืนทั้ง 4 ครั้ง ธนาคารสามารถบรรลุเป้าหมายการซื้อหุ้นคืนวงเงิน 21,000 ล้านบาท ได้เร็วกว่ากำหนดถึง 1 ปี สะท้อนให้เห็นถึงการบริหารจัดการโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อเพิ่มผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นภายใต้ภาวะเศรษฐกิจและตลาดทุนที่มีความผันผวน
ขณะเดียวกันด้านฐานะเงินกองทุนยังคงแข็งแกร่ง โดยจากการประมาณการระดับเงินกองทุนภายหลังการซื้อหุ้นคืน 21,000 ล้านบาท รวมไปถึงการจ่ายเงินปันผลประจำปี 2568 เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา พบว่าอัตราส่วนเงินกองทุนรวมต่อสินทรัพย์เสี่ยง (Capital Adequacy Ratio : CAR) ยังคงอยู่ในระดับสูงที่ประมาณ 19% ซึ่งเป็นระดับที่เทียบเคียงได้กับธนาคาร D-SIBs แห่งอื่น ๆ และยังคงสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของธปท. ที่กำหนดไว้ที่ 12.0% อย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ ในส่วนของ ING Bank N.V. ที่ได้แจ้งข่าวเกี่ยวกับการขายหุ้นคืนบางส่วนให้กับทีทีบีภายใต้โครงการซื้อหุ้นคืน ING ระบุว่า เป็นการดำเนินการตามกลยุทธ์การบริหารส่วนทุนและพอร์ตการลงทุน ทั้งนี้ ภายหลังการขายหุ้นคืนบางส่วน ING ยังคงมีสัดส่วนการถือหุ้นอย่างมีนัยสำคัญที่ประมาณ 17.5% ของหุ้นที่ออกและชำระแล้ว และยังคงให้ความสำคัญกับความร่วมมือที่มีกับทีทีบีมาอย่างยาวนาน
นายปิติ กล่าวสรุป การเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการถือหุ้นของ ING ไม่ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อโครงสร้างผู้ถือหุ้นและโครงสร้างการบริหารจัดการแต่อย่างใด โดย ING ยังคงอยู่ในกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ร่วมกับบริษัท ทุนธนชาต จำกัด (มหาชน) และกระทรวงการคลัง
ส่วนในด้านนโยบายการดำเนินธุรกิจ หรือทิศทางเชิงกลยุทธ์ของธนาคารก็ไม่มีผลกระทบเช่นกัน โดยทีทีบียังคงมุ่งมั่นขับเคลื่อนองค์กรตามเป้าหมายที่วางไว้ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นให้กับคนไทย และการสร้างผลตอบแทนอย่างยั่งยืนให้กับผู้ถือหุ้นของธนาคาร ซึ่งรวมถึงการดำเนินโครงการซื้อหุ้นคืนวงเงินรวม 35,000 ล้านบาท ระยะเวลา 4 ปี ตั้งแต่ปี 2568 ไปจนถึงปี 2571
ทั้งนี้ จากการที่ธนาคารสามารถดำเนินโครงการซื้อหุ้นคืนได้เร็วกว่าแผนที่กำหนดไว้ จึงทำให้มีความยืดหยุ่นในแง่ของกรอบเวลาสำหรับการดำเนินโครงการครั้งถัดไป ซึ่งธนาคารจะพิจารณากำหนดรูปแบบและวิธีการซื้อหุ้นคืนให้เหมาะสมโดยพิจารณาปัจจัยที่เกี่ยวข้องรวมทั้งแนวโน้มภาวะตลาดทุน เพื่อให้การซื้อหุ้นคืนในแต่ละครั้งก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ถือหุ้น