นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้(12มิ.ย.69)ที่ระดับ 32.77 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้น”จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.95 บาทต่อดอลลาร์ และมองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.65-32.95 บาท/ดอลลาร์ โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวผันผวนสูง (แกว่งตัวในกรอบ 32.84-32.99 บาทต่อดอลลาร์) โดยมีจังหวะอ่อนค่าลงทะลุโซนแนวต้าน 33.00 บาทต่อดอลลาร์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของสหรัฐฯ โดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U of Michigan Consumer Sentiment) ในเดือนมิถุนายน ซึ่งในรายงานเดียวกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะให้ความสนใจกับ รายงานอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะสั้นและระยะปานกลาง (Inflation Expectations) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านอาจมีสัญญาณที่ดีขึ้น ทว่าความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงยังคงสูง ทำให้ผู้เล่นในตลาดยังคงมีท่าที “Cautiously Optimistic” ไม่ต่างจากช่วงก่อนหน้าที่สถานการณ์จะกลับมาร้อนแรงขึ้นในช่วงไม่นานนี้
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการเจรจาหยุดยิงระหว่าง สหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดได้คลายกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ย FED จากทั้งปัจจัยข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และสถานการณ์ในตะวันออกกลางซึ่งอาจพอช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาทได้ในช่วงนี้ และอาจจำกัดการอ่อนค่าของเงินบาทไว้ในโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ (ซึ่งเป็นโซนที่ผู้เล่นในตลาดต่างรอทยอยขายเงินดอลลาร์ หรือปรับสถานะ ขายทำกำไรสถานะ Short THB พอสมควร) จนกว่าตลาดจะรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม ซึ่งเรามองว่า ไฮไลท์สำคัญในช่วงนี้ จะอยู่ที่ผลการประชุมบรรดาธนาคารกลางหลัก ทั้ง FED และ BOJ นอกเหนือจากปัจจัยสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญเดิม