xs
xsm
sm
md
lg

Krungthai GLOBAL MARKETเผยเงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 32.97-สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ทวีความร้อนแรงมากขึ้นกลับมากดดันตลาด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้(11มิ.ย.69)ที่ระดับ 32.97 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย”จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.90 บาทต่อดอลลาร์ และมองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.80-33.10 บาท/ดอลลาร์ โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาอ่อนค่าลงอีกครั้ง แม้จะมีจังหวะทยอยแข็งค่าขึ้นทดสอบโซน 32.85 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.84-32.99 บาทต่อดอลลาร์) ตามรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ในเดือนพฤษภาคม ที่ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 4.2% ตามคาด (เช่นเดียวกันกับ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core CPI ที่ระดับ 2.9% ตามคาดเช่นกัน) และสถานการณ์การสู้รบระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ได้ทวีความร้อนแรงมากขึ้น จนทำให้ บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างกังวลว่า สถานการณ์สงครามอาจยืดเยื้อ-รุนแรงกว่าคาด
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการเจรจาหยุดยิงระหว่าง สหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง

เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดได้คลายกังวลต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED จากปัจจัยข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ลงบ้าง หลังอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ได้ออกมาตามคาด และในส่วนของรายละเอียด เช่น Inflation Breadth นั้น ยังคงสะท้อนภาพการปรับตัวขึ้นของราคาสินค้าและบริการในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานและต้นทุนที่สูงขึ้นเป็นสำคัญ รวมถึงธีม AI Boom แต่ยังไม่ได้สะท้อนถึงการเร่งตัวขึ้นของราคาสินค้าและบริการเป็นวงกว้าง ทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดคลายกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง

ทว่า ปัจจัยที่กลับมากดดันตลาดล่าสุด คือ สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ทวีความร้อนแรงมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากการทยอยปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของราคาน้ำมันดิบในช่วงคืนที่ผ่านมา ทำให้เราประเมินว่า หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงมีความตึงเครียดอยู่ เงินบาทเสี่ยงเผชิญแรงกดดันอ่อนค่าลงบ้าง และสามารถอ่อนค่าทดสอบหรือทะลุโซนแนวต้านสำคัญได้ โดยเฉพาะในกรณีที่ หากสถานการณ์ทวีความรุนแรงมากขึ้น เช่น สหรัฐฯ โจมตีอิหร่านอย่างหนักหน่วงและรุนแรงขึ้น ขณะเดียวกัน อิหร่านได้ทำการตอบโต้ที่รุนแรงเช่นกัน แต่จุดที่ต้องจับตาใกล้ชิด คือ ทั้งสองฝ่ายมีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ทั้งในส่วนของน้ำมัน แก๊สธรรมชาติ และไฟฟ้า หรือไม่ เพราะหากโครงสร้างพื้นฐานพลังงานเกิดความเสียหายรุนแรง อาจยิ่งหนุนให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น กลับไปเหนือโซน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ได้อีกครั้ง และยิ่งสร้างแรงกดดันต่อเงินบาท ผ่านการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ที่อาจมาพร้อมกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และการปรับตัวลงของราคาทองคำ รวมถึง ปัจจัยพื้นฐานของไทยที่จะด้อยลง (ขาดดุลการค้ามากขึ้น)

อย่างไรก็ดี เรามองว่า เงินบาทยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-way risk และพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง โดยหากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง พลิกกลับมาคลี่คลายลง หรือเห็นสัญญาณการกลับมาเจรจาหยุดยิงอีกครั้ง อาจทำให้ เงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น เร็ว ได้ในระยะสั้น ซึ่งต้องจับตาทิศทางการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบที่จะเป็นปัจจัยสะท้อนภาพดังกล่าวได้ ทว่า หากเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง จากสถานการณ์ที่เริ่มลดความร้อนแรงลง แต่ในฝั่งข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดจะไม่ปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยมากนัก (จนกว่าจะมั่นใจต่อการเจรจาหยุดยิงและเห็นสัญญาการเปิดช่องแคบ Hormuz) ทำให้การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทจะเป็นไปอย่างจำกัด โดยโซนแนวรับของเงินบาทจะอยู่ในช่วง 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ โดยมีแนวรับถัดไปในช่วง 32.50 บาทต่อดอลลาร์