xs
xsm
sm
md
lg

เปิดตัว "AI Claude Mythos" ดาบสองคมคริปโตฯ กดต้นทุนเจาะระบบเหลือศูนย์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



การเปิดตัวปัญญาประดิษฐ์รุ่นล่าสุดจาก แอนโทรปิก (Anthropic) ในชื่อ คลอด ไมธอส (Claude Mythos) สร้างแรงกระเพื่อมอย่างหนักในอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล แม้ผู้พัฒนาจะการันตีระบบความปลอดภัย แต่นักลงทุนและผู้เชี่ยวชาญชี้ว่านี่คือดาบสองคมที่อาจกดต้นทุนการเจาะระบบให้เหลือศูนย์ การพบช่องโหว่วิกฤตนับหมื่นรายการตอกย้ำความกังวลว่าเครื่องมือนี้อาจกลายเป็นอาวุธของอาชญากรไซเบอร์ ท่ามกลางสถิติโจรกรรมคริปโทเคอร์เรนซีที่พุ่งสูงสุด ผู้ใช้งานรายย่อยและนักพัฒนาจำต้องเร่งยกระดับการป้องกันเพื่อรับมือภัยคุกคามมิติใหม่ที่อาจพลิกโฉมวงการ

แอนโทรปิก (Anthropic) บริษัทผู้พัฒนาปัญญาประดิษฐ์ชั้นนำ ได้เปิดตัวแบบจำลองภาษาขนาดใหญ่ คลอด ไมธอส (Claude Mythos) เวอร์ชันสาธารณะรุ่นแรกในชื่อ เฟเบิล 5 (Fable 5) อย่างเป็นทางการเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ทว่าการก้าวกระโดดทางเทคโนโลยีครั้งนี้กลับจุดประกายความวิตกกังวลอย่างรุนแรงในหมู่นักลงทุนและผู้ใช้งานคริปโทเคอร์เรนซี ถึงความเป็นไปได้ที่ปัญญาประดิษฐ์ทรงพลังนี้จะถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือโจมตีทางไซเบอร์ แม้ทางบริษัทจะระบุว่าได้ติดตั้งระบบป้องกันไว้อย่างรัดกุมแล้วก็ตาม

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนที่ผ่านมา แอนโทรปิกได้เปิดเผยข้อมูลที่สร้างความตื่นตระหนกในวงการเทคโนโลยี เมื่อแบบจำลอง ไมธอส สามารถตรวจพบช่องโหว่ด้านความปลอดภัยระดับสูงและระดับวิกฤตมากกว่าหนึ่งหมื่นรายการในซอฟต์แวร์ที่มีความสำคัญระดับโครงสร้างพื้นฐาน การค้นพบดังกล่าวนำมาสู่ข้อถกเถียงในวงกว้างว่า แบบจำลองที่มีศักยภาพสูงระดับนี้สมควรถูกปล่อยออกมาให้สาธารณชนใช้งานจริงหรือไม่

อย่างไรก็ดี แอนโทรปิก ออกมาย้ำความเชื่อมั่นในวันเปิดตัว โดยระบุว่า เฟเบิล 5 ได้รับการปรับแต่งให้มีความปลอดภัยสำหรับการใช้งานทั่วไป พร้อมทั้งมีกลไกป้องกันการนำไปใช้ในทางที่ผิด โดยระบบจะทำการเปลี่ยนเส้นทางคำสั่งที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อล่อแหลม เช่น ความมั่นคงทางไซเบอร์ ไปยังแบบจำลองอีกรุ่นหนึ่งคือ คลอด โอปุส 4.8 (Claude Opus 4.8) แทน

อย่างไรก็ตาม บริษัทยอมรับว่าการปล่อยแบบจำลองที่มีความสามารถระดับนี้ย่อมมาพร้อมกับความเสี่ยง หากปราศจากกรอบป้องกันที่แน่นหนา ศักยภาพของ เฟเบิล 5 อาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดและก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงได้

คำยืนยันดังกล่าวดูเหมือนจะไม่สามารถบรรเทาความกังวลของผู้ใช้งานคริปโทเคอร์เรนซีได้มากนัก โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากเทรนด์การนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้เป็นเครื่องมือโจมตีแพลตฟอร์มสินทรัพย์ดิจิทัลที่เพิ่มสูงขึ้น ข้อมูลเชิงสถิติระบุว่าในเดือนเมษายนที่ผ่านมา มูลค่าความเสียหายจากการเจาะระบบขโมยคริปโทเคอร์เรนซี ทั้งสกุลเงินหลักอย่าง บิทคอยน์ และสินทรัพย์ดิจิทัลอื่นๆ พุ่งสูงถึง 629.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนับเป็นสถิติสูงสุดตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 โดยนักวิเคราะห์เชื่อว่าตัวเลขที่พุ่งกระฉูดนี้มีส่วนเชื่อมโยงโดยตรงกับการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาประยุกต์ใช้ในการแฮ็กระบบ

ที่มา : Claude บนแพล็ตฟอร์ม X
ด้าน ไซมอน เดดิก ผู้ก่อตั้งกองทุนร่วมลงทุน มูนร็อก แคปิตอล (Moonrock Capital) ได้ออกมาแสดงทรรศนะเชิงวิเคราะห์ผ่านแพลตฟอร์มเอ็กซ์ (X) โดยชี้ชัดว่า การมาถึงของ เฟเบิล 5 จะทำให้ต้นทุนและทักษะที่จำเป็นในการค้นหาช่องโหว่ของสมาร์ตคอนแทรกต์ (Smart Contract) ลดต่ำลงจนแทบจะเหลือศูนย์

เดดิก เน้นย้ำว่า นี่คือสัญญาณเตือนภัยครั้งใหญ่สำหรับระบบการเงินแบบกระจายศูนย์ หรือ ดีไฟ (DeFi) โครงการที่ไม่ผ่านการตรวจสอบความปลอดภัยอย่างเข้มงวดจะกลายเป็นเป้านิ่งที่ถูกโจมตีได้ง่ายดาย ช่องโหว่ที่เป็นที่รู้จักจะถูกกลุ่มผู้ไม่หวังดีนำมาโจมตีซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอด 24 ชั่วโมง แม้แต่โครงการขนาดเล็กก็อาจตกเป็นเป้าหมาย เพียงเพราะในปัจจุบันต้นทุนในการพยายามเจาะระบบนั้นแทบจะไม่มีเลย เขายังได้เสนอแนะมาตรการป้องกันฉุกเฉินสำหรับนักลงทุน โดยแนะนำให้ยกเลิกการอนุมัติการเชื่อมต่อกระเป๋าเงินดิจิทัล (Wallet Approvals) ถอนสินทรัพย์ออกจากโปรโตคอลต่างๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และพิจารณาย้ายคริปโทเคอร์เรนซีไปเก็บรักษาไว้ในกระเป๋าเงินฮาร์ดแวร์ (Hardware Wallet) ที่ตั้งค่าใหม่ทั้งหมด

ในทางกลับกัน ไมเคิล อีโกรอฟ ผู้ร่วมก่อตั้ง เคิร์ฟ ไฟแนนซ์ (Curve Finance) กลับมีมุมมองที่แตกต่างออกไป เขาวิเคราะห์ว่าภัยคุกคามที่ คลอด ไมธอส มีต่อระบบนิเวศคริปโทเคอร์เรนซีอาจเป็นการประเมินความเสี่ยงที่เกินจริง ความสำเร็จในการค้นหาข้อบกพร่องในซอฟต์แวร์ระบบทั่วไป อาจไม่สามารถนำมาเทียบเคียงกับการค้นหาช่องโหว่ในสมาร์ตคอนแทรกต์ของระบบ ดีไฟ ได้โดยตรง

เมื่อเดือนพฤษภาคม แอนโทรปิกรายงานว่า คลอด ไมธอส ภายใต้โปรเจกต์กลาสวิง (Project Glasswing) สามารถตรวจพบช่องโหว่ระดับสูงและวิกฤตราว 6,200 รายการ ในโครงการโอเพนซอร์ซมากกว่า 1,000 โครงการ ซึ่งโค้ดเหล่านี้คือหัวใจสำคัญในการบริหารจัดการโปรโตคอลคริปโทเคอร์เรนซี ทว่า อีโกรอฟ โต้แย้งประเด็นนี้ว่า ซอฟต์แวร์ทั่วไปที่ ไมธอส ตรวจพบช่องโหว่นั้น ประกอบด้วยบรรทัดโค้ดนับล้านบรรทัด ในขณะที่สมาร์ตคอนแทรกต์มักมีความยาวเพียงไม่กี่พันบรรทัด ซึ่งเป็นขนาดที่ทั้งผู้เชี่ยวชาญที่เป็นมนุษย์และปัญญาประดิษฐ์ทั่วไปสามารถทำความเข้าใจบริบทและวิเคราะห์โครงสร้างได้อย่างทะลุปรุโปร่งอยู่แล้ว

อีโกรอฟ คาดการณ์ว่า อุตสาหกรรมอาจไม่ได้เผชิญกับคลื่นการเจาะระบบสมาร์ตคอนแทรกต์ของ ดีไฟ โดยตรง แต่อาจพบเห็นการเจาะระบบในระดับปฏิบัติการรักษาความปลอดภัย (OpSec) มากขึ้น เช่น การพุ่งเป้าโจมตีกุญแจแบบหลายลายเซ็น (Multisig) หรือการโจมตีห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ผ่านส่วนแสดงผลหน้าเว็บเพจ ซึ่งในมุมมองของนักพัฒนา การโจมตีในลักษณะนี้ถือเป็นอันตรายต่อแก่นแท้ทางสถาปัตยกรรมของระบบ ดีไฟ น้อยกว่ามาก

ในขณะเดียวกัน เพื่อเป็นการต่อยอดด้านความมั่นคง แอนโทรปิก ระบุว่า กลุ่มผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานและผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงทางไซเบอร์เพียงกลุ่มเล็กๆ จะได้รับสิทธิ์ในการเข้าถึง คลอด ไมธอส 5 ซึ่งเป็นแบบจำลองระดับเดียวกับ เฟเบิล 5 แต่ได้รับการปลดล็อกข้อจำกัดและระบบป้องกันบางประการ เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญนำไปใช้เป็นเครื่องมือประเมินและรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ในระดับสูงต่อไป