กกร.ปรับเพิ่มกรอบประมาณการเศรษฐกิจไทยเติบโตเป็น 1.6-2.0% จากเดิมที่ 1.2-1.6% รับแรงกระตุ้นจากเม็ดเงินโครงการ'ไทยช่วยไทยพลัส'ราว 1.7 แสนล้านบาท แต่มองภาพรวมเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังยังผันผวนตามหลากปัจจัยรุมเร้า แนะเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ปรับ K ขาบน ให้เป็น “ตัวเร่ง” สำคัญที่สร้างมูลค่าเพิ่ม ส่งผ่านเม็ดเงิน FDI ไปสู่ภาคเศรษฐกิจจริงของไทย ก่อให้เกิดการจ้างงานคนไทย และทำให้ธุรกิจไทยสามารถได้รับประโยชน์มากขึ้น
นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)(KTB) ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)ได้ปรับเพิ่มการคาดการณ์เศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวที่ 1.6%-2.0% จากเดิมที่อยู่ที่ 1.2%-1.6% โดยรับแรงหนุนจากโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ด้วยเม็ดเงินราว 1.7 แสนล้านบาท ที่จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ รวมทั้งปรับเพิ่มประมาณการเงินเฟ้อเป็น 2.5-3.0% จาก 2.0-3.0% และปรับเพิ่มคาดการณ์การส่งออกเป็นขยายตัว 8%-10% จากเดิมที่คาดว่าไม่ขยายตัว ตามทิศทางการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีที่เติบโตสูง ขณะที่ตัวเลขการส่งออกสินค้ากลุ่มอื่นๆค่อนข้างทรงตัว
ทั้งนี้ การส่งออกสินค้าในช่วง 4 เดือนแรกของปีเติบโตสูงถึง 18.9% โดยสินค้าเทคโนโลยีเติบโตสูงถึง 48.4% จาก megatrend การลงทุนด้าน AI และ data center สอดคล้องกับการส่งออกของประเทศอื่นในเอเชียที่เติบโตในระดับสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิมมาก แต่การส่งออกสินค้าเทคโนโลยีไม่ได้ส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจไทยมากนักเนื่องจากใช้วัตถุดิบนำเข้าเป็นส่วนใหญ่ ในขณะเดียวกันการผลิตและการส่งออกสินค้าอื่นทรงตัว ผู้ประกอบการมีความกังวลด้านสินค้าขาดแคลนและต้นทุนวัตถุดิบที่สูงกระทบความสามารถในการแข่งขัน และอุปสงค์ในประเทศก่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่อยู่ในภาวะชะลอตัวหลังค่าครองชีพปรับสูงขึ้น
ทั้งนี้ กกร. มีความกังวลต่อแรงกดดันจาก K ขาล่างที่ไม่ได้รับประโยชน์จากการส่งออกและ FDI ที่เพิ่มขึ้น ดังเช่นข้อมูลของบริษัทจดทะบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ กว่า 300 บริษัท ล่าสุดที่ชี้ว่าได้รับผลกระทบในด้านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและรายได้ปรับลดลง จึงจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ปรับ K ขาบน ให้เป็น “ตัวเร่ง” สำคัญที่สร้างมูลค่าเพิ่ม ส่งผ่านเม็ดเงิน FDI ไปสู่ภาคเศรษฐกิจจริงของไทย ก่อให้เกิดการจ้างงานคนไทย และทำให้ธุรกิจไทยสามารถได้รับประโยชน์มากขึ้น
"มองว่าเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังยังมีความผันผวนมากอยู่ตามปัจจัยความไม่แน่นอนต่างๆมากมาย ซึ่งทุกภาคฝ่ายต้องมีการปรับตัวเพื่อรองรับ ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการ หรือภาครัฐที่จะต้องเข้ามาช่วยเหลือให้สามารถขับเคลื่อนได้ทั้งองคาพยพ ขณะที่รูปแบบการเติบโตของเศรษฐกิจไทยยังเป็นในรูปแบบของ K-Shape ที่ขาบนเติบโตได้ดี แต่ขาล่างยังมีความสั่นไหว จึงต้องมองว่าทำอย่างไรที่จะทำสามารถปรับมาให้เกิดความสมดุล ขณะที่ภาคการส่งออกที่ขยายตัวสูงมาจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ได้สร้างประโยชน์กับ Real Sector มากนัก ส่วนสินค้าอื่นส่วนใหญ่นิ่งซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องไปถึงการบริโภค การจ้างงานต่อไปในอนาคต ดังนั้น จึงต้องทำให้ทั้งส่วน K ด้านบน กับ K ด้านล่างให้สามารถไปด้วยกันได้"
นอกจากนี้ ประเทศไทยสามารถใช้โอกาสจาก megatrend ด้านการลงทุน ในการเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อให้ไทยเป็นจุดหมายของการย้ายฐานการผลิต สำนักงาน Middle & Back Office ของบริษัทข้ามชาติ และการก้าวสู่ Regional Hub ทั้งภาคการผลิต การบริการ และการเงิน โดยควรใช้โอกาสจากเทรนด์ AI, Data Center, Cyber Security ของโลก เพื่อยกระดับอุตสาหกรรม Smart Electronics และ Advanced Manufacturing เพิ่ม local content พัฒนา R&D ปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน
โดยสามารถดำเนินการควบคู่กับการเตรียมความพร้อมสู่การเป็นสมาชิก OECD สอดคล้องกับแนวทาง Reinvent Thailand ที่มุ่งสนับสนุน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งสอดรับกับอุตสาหกรรมที่ BOI มุ่งเป้าสนับสนุนและอุตสาหกรรมแห่งอนาคตตามคำแนะนำของธนาคารโลกสำหรับประเทศไทย เพื่อดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี เพิ่มโอกาสและยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทยและการจ้างงานอย่างครอบคลุมในระยะยาว
"ในช่วงที่เหลือของปีนี้เรามีอีเว้นท์ค่อนข้างเยอะ จึงควรใช้ให้เป็นประโยชน์ในการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ ซึ่งก็ต้องพิจารณาในรายธุรกิจ รายอุตสาหกรรมให้ถี่ถ้วน เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อภาคเศรษฐกิจจริงของประเทศอย่างแท้จริง มีความคุ้มค่ากับทรัพยากรต่างๆที่จะต้องใช้ด้วย"
**ยันปริมาณน้ำมันยังเพียงพอ**
และที่ประชุม กกร. ได้หารือถึงสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศภายใต้ความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งการเจรจาสันติภาพยังไม่มีข้อยุติ โดยยืนยันว่า ประเทศไทยยังมีความมั่นคงด้านพลังงาน มีปริมาณน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปรวมประมาณ 13,384 ล้านลิตร เพียงพอต่อการใช้ภายในประเทศได้ราว 109 วัน และยังไม่มีสัญญาณของภาวะขาดแคลนพลังงาน ขณะเดียวกัน กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันได้เร่งบริหารความเสี่ยงด้านการจัดหาวัตถุดิบอย่างต่อเนื่อง โดยลดสัดส่วนการพึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางจากเดิมประมาณ 55% เหลือราว 27% และเพิ่มการจัดหาจากแหล่งอื่นเป็นประมาณ 73%
นอกจากนี้ กกร. คาดหวังให้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP 2026 สามารถประกาศใช้ได้ภายในเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อเป็นกรอบสำคัญในการวางโครงสร้างพลังงานระยะยาวของประเทศ ทั้งด้านความมั่นคงทางพลังงาน การส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า การบริหารต้นทุนค่าไฟฟ้าให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาด ซึ่งจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะต่อไป
**มุ่งดูแล-ประคองลูกค้าฝ่าศก.ผันผวน**
นายผยงกล่าวอีกว่า ในส่วนของธนาคารกรุงไทยนั้น ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่มีความผันผวน ธนาคารยังคงดำเนินธุรกิจอย่างระมัดระวัง โดยเน้นการดูแล-ประคองลูกค้าโดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ยังเปราะบาง ขณะเดียวกัน ก็จะพยายามรักษาระดับอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น(ROE)ให้อยู่ในระดับที่ดีต่อเนื่อง ซึ่งท่ามกลางความไม่แน่นอนนั้น ธนาคารก็ยังมีโอกาสสำหรับในบางธุรกิจที่เติบโตได้อยู่ อาทิ Wealth Management หรือธุรกิจบริหารความเสี่ยง และกลุ่มที่จะขับเคลื่อนไปสู่ New Economy
"ตอนนี้เหมือนกับเรากำลังวิ่งผ่าสายฝนและพายุ" จึงไม่สามารถใช้ความเร็วปกติเหมือนตอนท้องฟ้าใสได้ ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นที่ตั้ง แต่ท่ามกลางความผันผวนนั้นก็ยังมีโอกาสในการสร้างรายได้ในบางกลุ่มเช่นกัน ซึ่งธนาคารก็จะเดินหน้าขับเคลื่อนต่อไป"
**หนุนคุม'Buy Now Pay Later'**
ส่วนกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)จะมีการควบคุมบริการทางการเงินที่เรียกว่า 'Buy Now Pay Later'นั้น นายผยงกล่าวว่า ถือเป็นเรื่องที่ดีที่เป็นไปตามกรอบการให้สินเชื่อภายใต้กรอบ"Responsible Lending" หรือการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ ซึ่งบริษัทในเครือของธนาคารมีบริการในลักษณะดังกล่าวนี้ แต่การให้บริการดังกล่าวอยู่ภายใต้กรอบ "Responsible Lending" หรือการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ อย่างเคร่งครัด
"การปล่อยสินเชื่อรายย่อยไม่ว่าจะเป็นส่วนของแบงก์ หรือนอนแบงก์ สิ่งที่สำคัญคือจะต้องมี'ตัวกระตุก'เตือนสติผู้บริโภค หรือเตือนลูกหนี้ว่าการใช้จ่ายผ่านบริการเหล่านี้มีความจำเป็นหรือไม่ และต้องประเมินว่าบุคคลนั้นมีกำลังหรือความพร้อมขนาดไหนที่จะก่อหนี้ใหม่ เพื่อป้องกันปัญหาหนี้ครัวเรือนโดยเฉพาะในกลุ่มเ
ปราะบาง"