xs
xsm
sm
md
lg

(ชมคลิป) ทำด้วยใจ “ร้านจานใหญ่ป้าเปี๊ยบ” เสิร์ฟความคุ้มให้เกินราคา! กำไรน้อย ๆ แต่ชดเชยด้วยลูกค้าเยอะพอไหว

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



“เวลาไปส่งให้ลูกค้า ร้องอู้หู! ชอบค่ะชอบหรือมันสุขทางใจที่เขาเรียก คือเราอยู่ได้ด้วยอย่างนี้ด้วย “ใจ” เลย กำไรแค่นิดเดียว แต่ขออย่างเดียวอย่าแบบ คือด่าได้ ว่าได้ ตำหนิได้ แต่ต้องรู้เหตุผลอย่าใช้อารมณ์ แค่นี้สำหรับตัวป้านะ แรง ๆ ว่าไม่ได้อย่าว่าแรง ๆ ค่ะอันนี้ห้ามว่า แต่ถ้าพูดด้วยเหตุผลได้


ไม่อร่อยเลยป้าอันนี้ ได้ แต่อย่าแบบ ทำไมคุณไม่อย่างงี้ คุณอย่าเอาความคิดเห็นส่วนตัวของคุณมาตัดสินเราโดยที่คุณไม่รู้ความจริงอะไร อย่างเงี้ย ไม่ได้นะคะ เราทำดีทุกจานนะคะ เราทำใหม่สดทุกจานนะคะ เราไม่ได้ผัดแล้วมาราดนะคะมันจะได้เร็ว ๆ แม้แต่ข้าวคลุกกะปิลงเรือก็ทำทีละจานนะคะ ไม่ได้ทำเป็นสต็อกเอาไว้แล้วมาตัก ๆ ไม่ใช่ค่ะไม่เลย” ป้าเปี๊ยบ หรือ คุณเสาวรสย์ ศรีประเสริฐ เจ้าของร้านอาหาร “จานใหญ่ป้าเปี๊ยบ” ในย่านบางกร่าง จ.นนทบุรี ร้านที่กำลังเป็นกระแสในโซเชียลฯ
โดยการันตีความดังได้จากจำนวนลูกค้าที่หลั่งไหลมาทานอาหารกันที่ร้านตลอดทั้งวันอย่างไม่ขาดสาย ไปเห็นแล้วทำให้รู้สึกว่าถ้าแบบนี้คือน่าขาย สำหรับคนค้าขายหรือว่าเจ้าของร้าน วันนี้เราจะมาคุยกันแบบเปิดใจเลยจริง ๆ กับป้าเปี๊ยบขายดีแบบนี้ มีวิชาอะไรดี ๆ ที่ใช้เรียกลูกค้าได้ขนาดนี้! และก็จากปริมาณของที่ให้เยอะมาก(ถึงขนาดว่าบางคนกินไม่หมดต้องได้ห่อกลับบ้านด้วย) แต่ทว่าราคากลับไม่ได้คิดแพง ๆ จะหนักไปทาง “ถูก” มากกว่าด้วยซ้ำ สิบปากว่าหรือจะสู้มาดูให้เห็นกับตาจริง ๆ


“ขายดี” ไม่ไหวแล้ว! ชีวิตนี้หยิบจับทำอะไรก็ขายดี
เมื่อ 20 ปีที่แล้วก็เปิดมาแล้วค่ะ เปิดแบบนี้เลย เป็นร้านอาหารจานใหญ่เหมือนกันอยู่ที่ไทรน้อย นนทบุรี เหมือนกันแต่ก็เลิกไปมาขายข้าวกล่องที่ตลาดและก็กาแฟ ก็ขายดีอีก แล้วก็เลยมาเปิด(ใหม่อีกครั้ง) ที่นี่เล่น ๆ ดูซิว่ามันจะเป็นยังไง เปิดให้พี่สาวทำโดยที่ว่าตัวเองยังไม่ได้ตั้งใจ“ร้านนี้ค่ะเมื่อประมาณ 2 ปีตอนนี้ได้ 2 ปีกว่าแล้วค่ะ ก็คือมาขายแบบ คือขายกาแฟที่หน้าตลาดมานานแล้ว แล้วก็ต้องวิ่งรถออกขายทั้งวัน รู้สึกว่าเหนื่อยตัวเองเหนื่อยแล้วอยากจะอยู่ในร้านร่ม ๆ บ้าง ไม่ต้องมาวิ่งตามรถแบบนี้ ก็เลยมาเปิด ถ้ามันดีเราก็จะได้หยุดตรงโน้น มาขายตรงนี้”

ด้วยปริมาณที่ให้เยอะมาก! ดังนั้นเมื่อทานไม่หมดก็จะเห็นว่าลูกค้ามีการห่อกลับบ้านด้วย
ตอนนั้นที่เปิดร้าน(ครั้งแรก) ขายกันอยู่ 2-3 คน แต่ก็ขายดี ขายดีอย่างงี้เลยนะ ขายดีแบบนี้เลย แต่อาจจะไม่เท่านี้ แต่ก็คนเยอะเลย ตอนนั้นมันยังไม่มีโซเชียลฯ แต่คนเยอะเลย อบต.แถวโน้นหลาย ๆ อบต. ก็จะมาทานที่ร้านป้าทั้งนั้น“เพียงแต่ว่ามันเหนื่อยมากแล้วมันไม่มีผู้ช่วย ณ ตอนนั้น และเหนื่อยมากแล้วแบบ 20.00น.-21.00น. แล้วคนก็ยังไม่หมดสักที รู้สึกว่าตัวเองเหนื่อยแล้ว ไม่ไหว! เลยเลิกค่ะ”ที่เลิกตอนนั้นคือ ขายดี แล้วเหนื่อยด้วยไม่ไหว!

มันไม่มีอะไรที่อร่อยแล้ว “เหาะ” หรอกลูก มันไม่มีอะไรที่กินแล้วแบบ ว้าว! ขนาดนั้นหรอกลูก ความอร่อยมันไม่มีมาตรฐานที่ตายตัวว่า เฮ้ย อู้หู! มันอยู่ที่ว่าชอบแบบไหน คุณชอบแบบนี้ใช่ไหม คุณชอบไม่ใส่น้ำตาล คุณชอบใส่น้ำตาล แต่บังเอิญว่าคนที่มาเขาชอบแบบนี้ อันนั้นก็คือความอร่อยแล้ว ความอร่อยมันไม่ได้ตายตัวนะลูก มันไม่มีอะไรที่ว้าว! ขนาดนั้น “เพราะฉะนั้นมันไม่มีอะไรตายตัวหรอกลูก แต่ที่จะดึงให้คนกลับมา คือ คำพูดคุณนั่นแหละ อัธยาศัยที่มีให้กับลูกค้า เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องมีควบคู่กัน ไม่ใช่ว่าอาหารเพียงอย่างเดียวนะคะ สำคัญนะลูก”ตอนแรก ๆ เลยเมื่อสมัยก่อนนะคะ ป้าเรียนจบมาแล้วยังไม่ได้ทำอะไร แต่เป็นคนที่ชอบทำอาหารแต่ก็ทำอาหารไม่เป็นเลย แล้วตอนนั้น “คุณพ่อ” บอกว่าถ้าเราจะทำอะไรสักอย่าง เราต้องทำอะไรไม่เหมือนใคร ถ้าเราจะขายของขายอาหารก็ไปหาจุดมาว่า เราจะต้องไม่เหมือนใคร แล้วทำยังไงให้คนมาหาเรา ป้าก็เลยเอาตรงที่ ตัวเองเป็นคนชอบกิน อาหารที่ดี อร่อย และถูก เพื่อไม่ให้ได้เสียตังค์เยอะ เราก็เอาจุดที่เราชอบ และต้องสวยงามด้วย เอาตรงนั้นละค่ะมาเป็นจุดเริ่มต้นในการขายของจนถึงทุกวันนี้




ชัดเจนในเลนของเรา เพราะเลือกทำในสิ่งที่ชอบเท่านั้น
ประมาณ 6 เดือนหลังจากที่เปิดตรงนี้ ก็เริ่มเป็นกระแส“ตอนที่ป้ามาขายแรก ๆ ใหม่ ๆ เลย มีคนบอกว่า ขายได้ 2000 ก็เก่งแล้ว
สถานที่แบบนี้มันอยู่ลึก มันไม่สามารถที่จะขายใครได้หรอก และป้าก็เลยบอกว่าคุณพลาดแล้วล่ะ คุณพลาดแล้วล่ะ เพราะว่าการจะขายของไม่ใช่คุณอยู่หน้าตลาดแล้วคุณจะขายดี แต่คุณต้องมีที่จอดรถเท่านั้น คุณถึงจะขายของได้ คุณพลาดแล้ว”
ประกอบกับการที่เป็นบรรยากาศของสวนด้วย ซึ่งที่นี่เป็นที่เช่าเขาทำร้าน และก็เช่าที่สำหรับการจอดรถด้วย ปกติป้าจะตระเวนขายกาแฟอยู่ในซอยนี้มาก่อนแล้ว ขับรถกระบะผ่านมาแล้วเห็นว่าพอดีว่างอยู่ ก็เลยขอเช่าเขา“ตอนแรก ๆ ที่เปิดขายใหม่ ๆ ก็ตามที่เขาพูดเลยค่ะ 1000 กว่าบาทถึง 2000 เพราะว่าคนยังไม่รู้ ก็ทำเป็นจานใหญ่ตั้งแต่เริ่มมาเลย” และก็มีคนมาบอกว่า “อย่าทำแบบนี้” เพราะว่าคนแถวนี้เขาไม่ได้กินเยอะ แต่เขาต้องการราคาที่ถูก แต่ป้าบอกว่า ป้าจะทำแบบนี้ค่ะ ตอนนั้นมีคนมาทักท้วงเยอะเลย “อย่าทำแบบนี้ อย่าขายจานใหญ่แบบนี้ ราคาเท่านี้ แต่ให้ขายจานเล็กลงมา แล้วในราคาที่ซอฟท์ลงมา” แต่ป้าบอกว่าไม่เอาค่ะ ป้าจะทำแบบนี้ค่ะ

คือบางจานป้าขาย 60-70 บาทใช่ไหมคะ เขาบอกว่าให้ขาย 40 หรือ 50 แล้วก็ลดไซซ์ของจานให้เล็กลงมา แต่ป้าบอกป้าไม่ทำแบบนั้นค่ะป้าจะทำแบบนี้ ป้าต้องการทำแบบนี้“เพราะชอบแบบนี้ ป้าจะทำอะไรเท่าที่ป้าชอบเท่านั้น ป้าจะทำแบบที่ป้าชอบเท่านั้น รสชาติอาหาร ปริมาณอาหาร หรือความชอบต่าง ๆ มันต้องเกิดที่ตัวเราเท่านั้น ป้าจะทำแบบที่เราชอบเท่านั้นค่ะ” ส่วนเรื่องของ “กำไร” ที่ได้คือน้อยมาก อันนี้ไม่รู้ว่าใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อแต่ในส่วนของป้าคือเรามีค่าใช้จ่ายเยอะ มีพนักงาน มีค่าที่จอดรถ ค่าเช่าร้าน เราได้น้อยมาก! เพราะฉะนั้นป้าถึงกล้าที่จะเขียนว่า “เขตปลอดคนหัวร้อน รอไม่เป็นอย่าเข้ามา”เพราะเราทำดีที่สุดแล้ว เราต้องการให้คนที่เข้ามาทาน ดีกับเราด้วย ไม่อย่างนั้นป้าจะไม่กล้าเขียนแบบนี้เลยค่ะ เพราะป้าถือว่าเราไม่ได้กำไรเยอะเลย แต่เราทำมันด้วยใจจริง ๆ

น้ำแข็งเวลาป้าไปกินข้าวป้าก็ไม่อยากเสียค่าน้ำ 10 บาทนะคะ น้ำแข็งก็ฟรี กระดาษทิชชูคุณก็ไม่ต้องซื้อนะคะที่นี่คือฟรีเลยค่ะ “คือเราเอาส่วนที่ตัวเองชอบเลยเอามาทำร้านนี้” ส่วนแนวของ “เมนูอาหาร” ที่ร้านก็จะมีคละกันหมดทั้งภาคกลาง-เหนือ-ใต้ แต่ทุกอย่างทุกเมนูก็คือเราต้องชอบเหมือนกัน เราคิดขึ้นมาเองตามความชอบของเราเองด้วย “ราคาอาหารของที่ร้านจะเริ่มต้นที่ 60 บาท เป็นพวกกะเพรา ส่วนเมนูที่แพงสุด คือ ปลาหมึกนึ่งมะนาว ราคา 200 บาทค่ะ แค่นั้น ปลาหมึกนึ่งมะนาวเนี่ยตัวเบ้อเร่อเลยนะคะ ไม่ใช่ตัวเล็ก ๆ นะคะ แค่นั้นเลย”


กะเพรากุ้งที่ใช้กุ้งไซซ์ใหญ่ (ราคาเฉลี่ย 9-10 บาทต่อตัว)
กำไรน้อยต่อหน่วย แต่ชดเชยด้วย “ลูกค้าเยอะ” พอไหว
ขายดีก็ไม่ได้ว่าจะรวยนะคะ ขายดีไม่ได้รวยนะคะ“ทำ ทำไม?(หัวเราะ) ก็ยังคิดบางที เอ๊ะทำ ทำไมคะ(มันมีความสุข?) เวลาไปส่งให้ลูกค้า ร้องอู้หู! ชอบค่ะชอบ” ตอนนี้คนเยอะมาก มาก มาก มาก มันไม่ใช่แค่มาทานที่ร้าน แต่กลับบ้านด้วย เราทำให้ลูกค้าไม่ทันต้อง cancel ต้องอะไรอย่างเงี้ย จริง ๆ ป้าก็อยากจะทำให้มันไวกว่านี้แต่ด้วยสถานที่เราได้แค่นี้“มันรับได้แค่นี้ แต่บางคนก็โมโห โกรธ อย่างเงี้ยค่ะ เราก็ไม่รู้จะทำยังไง”ร้านเปิดวันอังคาร-อาทิตย์(หยุดทุกวันจันทร์) 09.00น.-16.00น. ปิดสี่โมงเย็นแต่ไหลนะคะ ลากนะคะลูกค้าลากนะคะ ไปถึง 17.00น.-18.00น. ก็มี(หัวเราะ) แต่ถ้าตราบใดที่ของยังมีอยู่เราก็จะทำให้ จะทำให้จนกว่ามันไม่มีอะไรแล้วจริง ๆ ซึ่งตอนนี้รับเฉพาะลูกค้าหน้าร้านอย่างเดียว ออนไลน์หรือเดลิเวอรี่ยังไม่มี เพราะว่าทางร้านทำไม่ทันจริง ๆ ลูกค้าบางครั้งต้องรอเป็นชั่วโมงก็มี ส่วนมากจะสั่งเป็นข้าวกล่อง บางคนก็สั่งล่วงหน้า 1 วัน

ข้าวหมูฮ้องนำ้พริกกะปิกุ้งสด
เน้นขายหมดวันต่อวัน สิ่งสำคัญที่ช่วยคุม “ต้นทุน” ได้
ขยายกว่านี้ก็ไม่ได้แล้ว เพราะที่มันมีจำกัดเพียงแค่ตรงนี้(เท่าที่เห็นในร้าน) ทั้งภาระค่าเช่าร้านรวมกับค่าที่จอดรถอีกรวมกันในส่วนนี้ต่อเดือนก็ตกประมาณ 17,500 บาท การลงทุนค่าวัตถุดิบต่อวันไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นที่ต้องจ่ายทุกวัน“มันไม่ใช่กับข้าว ถ้าเป็นกับข้าวได้ ถ้าเป็นกับข้าวร้านอื่นนะเขาจะ 200 อัพ 250-300 ใช่ไหม เพราะเราเป็นคนไปกินอาหารตลอด เราจะรู้ ขนาดน้ำพริกธรรมดาเขายังขาย 199 หรือ 180 ของเรากุ้ง 130 กับข้าวทุกวันนี้ 130 มันถึงไม่ได้ก้าวไปได้ขนาดนั้น”เราถึงบอกว่าเราไม่ได้มีกำไรเยอะนะคะ และก็จริง ๆ นะป้ายังคิดเลยว่า ทำ ทำไมวะเนี่ย จริง ๆ เขาบอกว่าขายอาหารมันต้องได้ 30-40% แต่บางคนพอมาทานปุ๊บบอก ก็งั้น ๆ แหละไม่เห็นจะแตกต่างกว่าที่อื่น คุณสั่งกะเพรากุ้งใช่ไหม(กะเพรากุ้ง4 ตัว) มัน 70 บาท เคยรู้ไหมคะว่า กุ้ง ตัวนึงเท่าไร ต้นทุนเคยรู้ไหมคะ รู้ไหมคะ กุ้งตัวละ 9 บาทถึง 10 บาทนะคะไซซ์ที่ป้านำมาใช้ทำอาหารให้ทาน จานนึง 70 บาทไปแล้ว 40 ข้าวกับแก๊สที่ผัด เครื่องปรุงอื่น ๆ อีก เหลือเงินจานนึงมีกำไรเท่าไร“ยิ่งเรามีคนรู้จักมากขึ้นเท่าไร ไม่ใช่ว่าเราจะไปลด อุ้ยคนมาเยอะแล้วเดี๋ยวต้องลดปริมาณแล้ว ไม่ใช่นะคะ ยิ่งต้องทำให้ดีกว่าเดิมค่ะ (ภาษาวัยรุ่นเรียกว่าตรงปกไม่จกตา) ไม่ใช่อุ๊ยตายละไม่ตรงปก ไม่ได้นะคะ ภาษาชาวบ้านก็คือถ้าพูดแบบไม่เพราะไม่เพราะเนาะ(หัวเราะ) เขาเรียกว่า ฉิบหายไม่ว่า เอาหน้าไว้ก่อนนะคะ”

เทคนิคในการจัดการวัตถุดิบเพื่อควบคุมเรื่อง “ต้นทุน”โดยการ ต้องขายให้หมด คือประหยัดที่สุด ใช้ให้หมด= ประหยัดที่สุด หมายความว่าวัตถุดิบที่นำมาใช้วันต่อวันต้องคำนวณเพื่อให้พอดีเป๊ะ สั่งให้พอ หมดคือหมด ไม่มีเพิ่ม ทุกอย่างต้องหมด(ห้ามเหลือแล้วนำไปใช้ต่อในวันถัดไป = แบบนี้ไม่ได้) ต้องวันต่อวันเท่านั้น คุณต้องเป๊ะ เป๊ะ เป๊ะ คุณต้องหมดแบบเป๊ะ เป๊ะ เป๊ะ เป็นการคุมต้นทุนแบบไม่มีของเสียเลย ทำแบบนั้น ขายของแบบวันต่อวัน สั่งมาแต่พอดี เท่าที่เรารู้ว่าเราจะขายได้เท่าไหร่

บัตรคิวที่ลูกค้าไปถึงร้านต้องจองคิวก่อนเท่านั้น
จานใหญ่& ใจนักเลง!
กว่าจะมีวันนี้ได้ เด็ก ๆ ทุกคนก็ต้องอบรมมานะคะ ไม่ใช่อยู่ ๆ มาถึงอ้าวผัดเลย ทำเลย ไม่ใช่ค่ะมันก็ต้องผ่านการ กว่าจะถึงวันนี้มันผ่านการชิมมาหมดแล้วนะคะ เคยทำแบบนี้ ให้ทำแบบนี้นะ อย่ามาทำแบบนี้นะไม่ได้ ต้องทำให้เหมือนเดิมทุกครั้ง แบบนี้เลย“ทำต้มยำใช้พริกขี้หนูสวน ก็ต้องใช้พริกขี้หนูสวนนะอย่ามาใส่พริกจินดานะ ไม่ได้นะ รสชาติมันไม่ได้นะรสชาติมันเปลี่ยน มะนาวก็ต้องเป็นมะนาวแท้ค่ะ”ป้าเคยเจอคอมเมนต์ รอตั้งนานที่แท้ใช้มะนาวขวด ไปดูคอมเมนต์การตอบของป้าได้เลยค่ะ ป้าแรงเสมอค่ะ เพราะอะไรที่ไม่ใช่ไม่ถูกต้องป้าตอบเลยนะ ป้าบอกว่า ถ้าคุณไม่ได้รู้อะไรจริงคุณอย่าพูด ถ้าเราใช้น้ำมะนาวขวดเราจะไม่มาถึงทุกวันนี้เลย อย่าพูดแบบนี้ ไปดูตรงคอมเมนต์ได้เลย หรือบางคนแนะนำว่า ทำไมคุณไม่ทำอย่างงั้น ทำไมคุณไม่ทำอย่างงี้ เราบอกว่าเราใช้เวลา 2 ปีครึ่ง คุณใช้เวลา 2 ชม. คุณอย่าตัดสินเราโดยที่คุณยังไม่รู้อะไรเลย“พ่อค้าแม่ค้าทุกคนใครเขาก็อยากทำไวอยากจะ ใช่ไหมคะ แต่อันนี้แบบ คุณไม่ได้รู้อะไรเลย ทุกคนก็อยากทำไวหมดล่ะค่ะ”ทำดีที่สุดแล้ว เพราะฉะนั้นเราก็ทำให้คุณดีที่สุดแล้ว คุณก็ต้องพูดดี ๆ กับเราด้วย ถึงเราจะเป็นพ่อค้าแม่ค้าแต่เราก็เป็นคนเหมือนคุณนะ พูดดี ๆ นะคะแค่นั้นเลย บอกไม่อร่อยไม่โกรธ แต่ต้องใช้เหตุผลในการพูด ไม่ใช่ประชดประชันอะไรก็ไม่รู้ ก็ไม่ใช่นะคะ ขอแค่เรื่องนี้เรื่องเดียว คือถ้าไม่พร้อมก็อย่าเข้ามาค่ะ แต่ถ้าคุณเข้ามาแล้ว เราจะทำให้คุณให้เต็มที่


“คือการเปิดร้านอาหารหรือทำอะไรก็ตามแต่ เราจะไม่รู้เลยว่า คนอื่นเขาชอบกินแบบไหน อร่อยของทุกคนมันไม่เท่ากัน และมันไม่เหมือนกัน ใครจะชอบกินแบบไหนเราไม่รู้ แต่เราให้วัดจากตัวเราเองว่าเราชอบแบบไหน ถ้าเราคิดว่าเราเป็นคนที่กินของดีของอร่อยแล้ว ทำแบบที่เรากิน วัดเอาตัวเราเป็นมาตรฐาน เราชอบแบบไหน กินแบบไหน ให้ทำแบบนั้นเลยค่ะ ให้เหมือนกับที่คุณทำให้ลูกคุณกินน่ะค่ะ และครอบครัวของคุณกิน ยังไงคุณก็ขายของดี”


มีแต่ใจให้ไป...ลูกค้าก็ต้องใจดีกับแม่ค้าด้วย
ป้าเปี๊ยบ หรือ คุณเสาวรสย์ ศรีประเสริฐ เจ้าของร้านอาหาร “จานใหญ่ป้าเปี๊ยบ” บอกด้วยว่า เปิดร้านคราวนี้คือมันถอยไม่ได้แล้ว ถ้าจะเปลี่ยนก็คือต้องทำให้มันใหญ่กว่านี้เพื่อที่จะรองรับลูกค้าได้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งลูกสาวก็บอกด้วยแม่อย่าเลิกนะ แม่อย่าเลิกนะ“อาชีพค้าขายสำหรับป้าคือ สามารถส่งลูกเรียนได้ มีลูก 2 คนค่ะ ส่งลูกเรียนได้แล้วเราก็อยู่ได้ไม่เดือดร้อนใครเลย แต่ภูมิใจ ชอบ เวลาลูกค้าเข้ามาแล้ว เรายกอาหารไปให้เขาแล้วแบบ อู้หู! อันนั้นแหละคือความ มันสุขใจค่ะ มันดีต่อใจ แค่นั้นเลยค่ะ” มันดีต่อใจรู้สึก แค่ลูกค้าชมว่า “อร่อย” จะมีความสุข ดีต่อใจ แค่นั้น แต่ไม่ใช่ว่าอันไหนที่ไม่ได้ชม แต่ติ เพื่อให้เรามาปรับปรุงก็น้อมรับค่ะ ไม่ได้เฉพาะที่ว่าต้องชมอย่างเดียวน้อมรับเสมอ คุณคือกระจกเงาของเรา แต่ให้ใช้คำพูดดี ๆ แค่นั้นเลยค่ะ




ทำด้วยใจ “ร้านจานใหญ่ป้าเปี๊ยบ” เสิร์ฟความคุ้มให้เกินราคา! กำไรน้อย ๆ แต่ชดเชยด้วยลูกค้าเยอะพอไหว โดยส่วนตัวแล้วพอได้มาลองชิมรสชาติอาหารของที่ร้านซึ่งเมนูที่สั่ง คือ หมูฮ้องกับน้ำพริกกะปิกุ้งสด(ราคาต่อจาน130 บาท) อันดับแรกเลยที่ต้องชมจากใจคือ คุ้มมาก! โดยเฉพาะจากรสชาติที่ได้บอกเลยไม่ผิดหวังรวมทั้งวัตถุดิบที่ใช้คือจริงอย่างที่ป้าเปี๊ยบพูดทุกประการ เจ้าของร้านใจใหญ่ไม่แพ้ “จาน” ที่ใช้เสิร์ฟอาหารให้กับลูกค้าเลย ร้านเปิด09.00น.-16.00น.(หยุดทุกจันทร์) โดยตั้งอยู่เลขที่ 71 1 ตำบลบางกร่าง อำเภอเมือง นนทบุรี โทร.061-180-1257 หรือเสิร์ชคำว่า “ร้านจานใหญ่ป้าเปี๊ยบ” เพื่อค้นหาเส้นทางไปที่ร้านได้

คลิก Like เพื่อมาเป็นแฟนเพจของหน้า "SMEsผู้จัดการ" รับข่าวสารในแวดวงธุรกิจเอสเอ็มอีที่สมบูรณ์แบบที่สุด