"ภัทรพงศ์” ขีดเส้นเครื่องบินน้ำ Seaplane บินนำร่อง กระบี่-ภูเก็ต ภายในปีนี้ เชื่อมอันดามันแบบไร้รอยต่อ ปั้นไทยสู่ Aviation Hub ดึงรัฐ-เอกชนร่วมพัฒนา เพิ่มทางเลือกเดินทางรูปแบบใหม่ ยกระดับท่องเที่ยวคุณภาพ High Value - High Spending Tourists กระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ
วันที่ 8 มิ.ย.2569 นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานท่าอากาศยานนานาชาติกระบี่ และบริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย (บวท.) พร้อมหารือแนวทางการขับเคลื่อนและเปิดให้บริการอากาศยานขึ้นลงบนผิวน้ำหรือ เครื่องบินน้ำ (Seaplane) ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อยกระดับการเชื่อมโยงการเดินทางสู่แหล่งท่องเที่ยวฝั่งอันดามัน และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการบิน (Aviation Hub)
นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมมีเป้าหมายพัฒนาท่าอากาศยานนานาชาติกระบี่ให้เป็น “Airport for Regional Development” เชื่อมโยงการเดินทางสู่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญอย่างไร้รอยต่อ รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในอนาคต โดย Seaplane จะเป็นอีกทางเลือกสำคัญในการเข้าถึงหมู่เกาะต่างๆ และพื้นที่ชายฝั่งได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมอยู่ระหว่างจัดตั้ง “คณะกรรมการบูรณาการเชิงยุทธศาสตร์เพื่อขับเคลื่อนการใช้อากาศยานขึ้นลงบนผิวน้ำ (Seaplane)” เพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ผู้เชี่ยวชาญ และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดแนวทางและเร่งผลักดันการดำเนินงานให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยด้านการบิน ซึ่งตนได้รับมอบหมายจากนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ ให้เป็นประธานคณะกรรมการในชุดดังกล่าว
นายภัทรพงศ์ ระบุว่า โครงการ Seaplane ไม่เพียงยกระดับรูปแบบการเดินทางและประสบการณ์ท่องเที่ยวสำหรับนักท่องเที่ยวคุณภาพและกำลังซื้อสูงเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและต่อยอดการเติบโตของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาคการบิน การท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร ธุรกิจบริการ การแพทย์ฉุกเฉิน รวมถึงภารกิจด้านความมั่นคงทางทะเล
“กระบี่จะเป็นพื้นที่นำร่องและจุดหมายแรกของประเทศไทยในการเปิดให้บริการ Seaplane ซึ่งคาดว่าจะสามารถเริ่มทดลองทำการบินได้จากสนามบินกระบี่ ไปยังจังหวัดภูเก็ต โดยบริษัท Thai Seaplane ไม่เกินสิ้นปีนี้ ส่วนบริษัท Siam Seaplane หลังเสร็จสิ้นขั้นตอนการเสนอรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือ IEE (Initial Environmental Examination) ก็จะสามารถดำเนินการเปิดให้บริการได้ในโอกาสต่อไป“
"จากความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน อย่างเข้มแข็ง จะเป็นการจุดประกายธุรกิจการบินรูปแบบใหม่ เพื่อเชื่อมต่อการท่องเที่ยวอันดามันแบบไร้รอยต่อ ดึงดูดนักท่องเที่ยวศักยภาพสูงจากทั่วโลก สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศได้ในทุกมิติ ซึ่งตนได้กระชับขอให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการให้พร้อม และแล้วเสร็จเพื่อเปิดให้บริการให้ทันภายในปลายปีนี้”นายภัทรพงศ์ กล่าว