ฟิทช์ เรทติ้งส์ ประกาศคงอันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาว (Long-Term Issuer Default Rating) ของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBank ที่ 'BBB' และคงอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวที่ 'AA+(tha)' แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ นอกจากนี้ ฟิทช์ประกาศคงอันดับความแข็งแกร่งทางการเงิน (Viability Rating หรือ VR) ที่ 'bbb' อันดับเครดิตสนับสนุนจากรัฐบาล (Government Support Rating: GSR) ที่ 'bbb' และคงอันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะสั้นที่ 'F2'
โดยอันดับเครดิตภายในประเทศของ KBank พิจารณาจากจากอันดับความแข็งแกร่งทางการเงินของธนาคาร ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระดับเดียวกันกับอันดับเครดิตสนับสนุนจากรัฐบาล อันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะสั้นของ KBank ที่ 'F2' เป็นตัวเลือกที่สูงกว่า สะท้อนถึงโอกาสที่รัฐบาลจะให้การสนับสนุนแก่ธนาคารมีความแน่นอนมากกว่าในระยะสั้น นอกจากนี้ อันดับเครดิตภายในประเทศยังสะท้อนถึงโครงสร้างเครดิตของ KBank ในเชิงเปรียบเทียบกับธนาคารหรือบริษัทอื่นที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตในประเทศด้วยและสะท้อนถึงความคาดหมายว่าธนาคารมีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้อยู่ในระดับที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับธนาคารหรือบริษัทอื่นในประเทศ
**ภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอจำกัดการเติบโตของธนาคาร**
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังคงขยายตัวในอัตราที่ช้ากว่าประเทศอื่นในภูมิภาค ซึ่งจำกัดศักยภาพในการเติบโตของธนาคาร แม้ว่าผลการดำเนินงานโดยรวมของธนาคารไทยที่ผ่านมายังคงอยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างดี อันดับคะแนนปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมในการดำเนินงานของภาคธนาคารไทยสะท้อนมุมมองของฟิทช์ที่ว่ารัฐบาลไทย (BBB+/Negative) มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและเสถียรภาพของตลาดการเงิน
เครือข่ายธุรกิจภายในประเทศที่แข็งแกร่ง
นอกจากนี้ KBank เป็นหนึ่งในธนาคารที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศไทย โดยมีส่วนแบ่งทางการตลาดที่ 16% ธนาคารมีฐานลูกค้าและผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ซึ่งฟิทช์คาดว่าจะช่วยสนับสนุนผลการดำเนินงานให้มีกำไรอย่างต่อเนื่องตลอดวัฏจักรเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ธนาคารยังมีจุดแข็งเป็นพิเศษในด้านธุรกรรมธนาคารซึ่งช่วยสนับสนุนฐานเงินทุนที่มีต้นทุนต่ำของธนาคาร
ส่วนอันดับคะแนนปัจจัยด้านโครงสร้างความเสี่ยงของ KBank สะท้อนมุมมองของฟิทช์เกี่ยวกับแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นต่อความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้อันเป็นผลกระทบจากสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจของไทยที่อ่อนแออย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มลูกหนี้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) นอกจากนี้ อันดับคะแนนยังคำนึงถึงการที่ธนาคารได้เพิ่มความระมัดระวังในการพิจารณาสินเชื่อและการเติบโตของสินเชื่อที่ชะลอตัวลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งฟิทช์คาดว่าแนวทางดังกล่าวจะยังคงดำเนินต่อไปในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า
ด้านความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์อยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อสินเชื่อรวมของ KBank ทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 3.6%-3.7% นับตั้งแต่ปี 2565 แต่ฟิทช์คาดว่าคุณภาพสินทรัพย์จะปรับตัวด้อยลงในปี 2569 ทั้งนี้อัตราส่วนสำรองหนี้สูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพของธนาคารที่ 164% ณ สิ้นไตรมาสที่ 1 ปี 2569 ประกอบกับผลการดำเนินงานที่ยังน่าจะอยู่ในเกณฑ์ดี จะเป็นปัจจัยช่วยรองรับความเสี่ยงที่มากกว่าคาดการณ์ได้ในระดับหนึ่ง
ดังนั้น กำไรมีน่าจะยังคงแข็งแกร่งแม้เผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้น โดยฟิทช์คาดว่าความสามารถในการทำกำไรจะยังคงอยู่ในระดับที่ดีในช่วงปี 2569-2570 แม้จะเผชิญกับแรงกดดันจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลง การเติบโตของสินเชื่อในระดับต่ำ และค่าใช้จ่ายในการสำรองหนี้สูญที่ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง ผลการดำเนินงานของ KBank ปรับตัวแข็งแกร่งมากขึ้นในช่วงสามปีที่ผ่านมา โดยมีอัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานต่อสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ที่ 2.7% ในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 (ปี 2568: 2.4%)
ส่วนฐานะเงินกองทุนยังคงเป็นจุดแข็ง โดยอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของผู้ถือหุ้นสามัญต่อสินทรัพย์เสี่ยง (CET1 ratio) ของ KBank อยู่ที่ 17.6% ในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 (ปี 2568: 18%) ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถในการรองรับความเสี่ยงที่แข็งแกร่ง ทั้งนี้แม้อัตราส่วนเงินกองทุนของธนาคารอาจจะเผชิญแรงกดดันอยู่บ้างจากแผนการซื้อหุ้นคืนและอัตราการจ่ายเงินปันผลในระดับสูง แต่อย่างไรก็ตามฟิทช์คาดว่าแรงกดดันดังกล่าวจะถูกหักล้างได้จากผลการดำเนินงานที่อยู่ในเกณฑ์ดีและการเติบโตของสินเชื่อที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง และฟิทช์คาดว่าอัตราส่วนเงินกองทุน CET 1 ของธนาคารจะยังคงเป็นกันชนที่แข็งแกร่งในการรองรับความเสี่ยงที่ไม่คาดการณ์ได้