xs
xsm
sm
md
lg

นักลงทุนคริปโตระยะสั้นเทขายล้างพอร์ตหนีตาย หลัง BTC ร่วงหลุด 62,000 ดอลลาร์ ดันยอดขาดทุนทุบสถิติ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ตลาดคริปโตเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก หลังราคาบิทคอยน์ร่วงทะลุแนวรับสำคัญที่ 62,000 ดอลลาร์ ส่งผลให้นักลงทุนระยะสั้นหรือกลุ่มที่ถือครองไม่เกิน 155 วัน ต้องยอมจำนนเทขายหนีตายด้วยตัวเลขขาดทุนที่สูงเป็นประวัติการณ์ ข้อมูลออนเชนชี้ชัดว่ามีเหรียญกว่า 53,800 บิทคอยน์ถูกโอนเข้าศูนย์ซื้อขายภายใน 24 ชั่วโมงโดยไม่มีกำไรหลงเหลืออยู่เลย แม้สถิติในอดีตจะระบุว่าการเทขายล้างพอร์ตลักษณะนี้มักเป็นสัญญาณของจุดต่ำสุดของรอบ แต่สภาวะที่ดิ่งลงกว่า 50% จากจุดสูงสุดเมื่อปี พ.ศ. 2568 บ่งชี้ว่าตลาดอาจยังมีช่องว่างให้ปรับฐานลึกลงไปได้อีก

ราคาบิทคอยน์ปรับตัวร่วงลงต่ำกว่าระดับ 62,000 ดอลลาร์ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ ส่งผลให้ภาพรวมรายสัปดาห์ติดลบไปแล้วกว่า 14% และทรุดตัวลงมากกว่า 50% เมื่อเทียบกับจุดสูงสุดตลอดกาลที่ทำไว้เมื่อเดือนตุลาคมปี พ.ศ. 2568 กลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือบรรดานักลงทุนระยะสั้น ซึ่งหมายถึงผู้ที่เพิ่งเข้าซื้อบิทคอยน์ในช่วง 155 วันที่ผ่านมา โดยรายงานข้อมูลออนเชนจากเช็คออนเชน (CheckOnChain) ระบุชัดเจนว่านักลงทุนกลุ่มนี้กำลังเทขายสินทรัพย์ด้วยอัตราการยอมขาดทุนที่รุนแรงที่สุด

เมื่อพิจารณาจากอัตราส่วนกำไรและขาดทุนที่เกิดขึ้นจริงของนักลงทุนระยะสั้น (Short-Term Holder Realized P/L Ratio) ซึ่งเป็นมาตรวัดมูลค่าการทำกำไรเทียบกับการขาดทุนของกลุ่มผู้ถือครองต่ำกว่า 155 วัน พบว่าตัวเลขดิ่งลงไปแตะระดับ -1.5 ซึ่งเป็นสถิติต่ำสุดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ตัวเลขที่ต่ำกว่าศูนย์สะท้อนให้เห็นว่าสัดส่วนการขาดทุนได้กลืนกินผลกำไรที่อาจจะหลงเหลืออยู่ไปจนหมดสิ้น สอดคล้องกับดัชนีความกลัวและความโลภ (Fear and Greed Index) ที่ดิ่งลงมาอยู่ที่ระดับ 12 บ่งบอกถึงสภาวะความกลัวสุดขีดในตลาด ส่งผลให้กลุ่มนักลงทุนที่มีความอ่อนไหวต่อปัจจัยกระทบตัดสินใจเทขายสินทรัพย์ออกมาในปริมาณมหาศาล

ขณะที่ในสัปดาห์นี้ยังมีอีกหนึ่งมาตรวัดที่ตอกย้ำถึงสภาวะการยอมจำนนของนักลงทุนระยะสั้น ข้อมูลจากคริปโตควอนท์ (CryptoQuant) เปิดเผยว่ามีบิทคอยน์จำนวนราว 53,800 เหรียญ ถูกโอนย้ายจากกระเป๋าของนักลงทุนระยะสั้นเข้าสู่ศูนย์ซื้อขายภายในเวลาเพียง 24 ชั่วโมง โดยทุกเหรียญในล็อตดังกล่าวอยู่ในสถานะขาดทุนทั้งหมด ถือเป็นกระแสเงินทุนไหลเข้าที่สะท้อนภาพการขาดทุนทิศทางเดียวที่หนักหน่วงที่สุดของปีนี้ โดยปกติแล้วการโอนเหรียญเข้าสู่ศูนย์ซื้อขายมักมาพร้อมกับเจตนาที่จะเทขาย ซึ่งเมื่อนำมาประเมินร่วมกับตัวเลขก่อนหน้า จะเห็นได้ว่ามีอุปทานที่แบกรับผลขาดทุนระลอกใหม่กำลังจ่อคิวรอเทขายสมทบกับยอดที่ขาดทุนไปแล้วอย่างต่อเนื่อง

แม้การเทขายหนีตายด้วยความรุนแรงระดับนี้มักจะเกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดเข้าใกล้จุดต่ำสุดของรอบ และเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการเปลี่ยนมือผู้ถือครองจากกลุ่มนักลงทุนที่ตื่นตระหนกไปสู่นักลงทุนระยะยาว แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าราคาจะไม่มีโอกาสปรับตัวลงไปได้อีก ปัจจุบันบิทคอยน์กำลังเผชิญกับรอบการปรับฐานที่ระดับ 50% จากจุดสูงสุด ซึ่งหากนำไปเปรียบเทียบกับสถิติการปรับฐานในตลาดกระทิงรอบก่อนหน้า จะพบว่าราคายังเคยดิ่งลงไปได้ลึกกว่าระดับนี้ อย่างไรก็ตามรูปแบบความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นยังคงเป็นแพทเทิร์นที่คุ้นเคยในแวดวงการลงทุน

ขณะที่ปัจจุบัน ปริมาณบิทคอยน์ที่ถือครองในสถานะขาดทุนมีสัดส่วนสูงกว่าเหรียญที่ถือครองแล้วมีกำไร ข้อมูลจาก กลาสโนด (Glassnode) ชี้ว่าอุปทานที่อยู่ในสถานะขาดทุนพุ่งทะยานขึ้นไปแตะระดับ 10.5 ล้านบิทคอยน์ เมื่อเทียบกับ 9.8 ล้านบิทคอยน์ที่ยังมีกำไร ในวัฏจักรตลาดรอบที่ผ่านๆ มา จุดตัดของตัวเลขทั้งสองฝั่งนี้มักจะเกิดขึ้นพร้อมกับการก่อตัวของจุดต่ำสุดครั้งใหญ่ของตลาด

ในขณะเดียวกันราคาบิทคอยน์ได้ย่อตัวลงมาทดสอบเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 สัปดาห์ ซึ่งเป็นแนวรับสำคัญทางจิตวิทยาที่ราคามักจะลงมาทดสอบเสมอในตลาดหมีทุกรอบที่ผ่านมา ท้ายที่สุดแล้ว คำถามสำคัญที่จะเป็นตัวตัดสินว่าระดับราคานี้จะสามารถยืนระยะเป็นฐานที่มั่นคงได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่ามีใครที่พร้อมจะเข้ามาสวมรอยช้อนซื้อเหรียญที่ถูกเทขายออกมาเหล่านี้ และกระแสเงินทุนใหม่จะไหลเข้ามาดูดซับอุปทานส่วนเกินนี้ได้รวดเร็วมากน้อยแค่ไหน