xs
xsm
sm
md
lg

KKPมองแนวโน้มเกินดุลบัญชีเดินสะพัดลดลง-ห่วงกระทบเสถียรภาพ-ความเชื่อมั่น

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



KKP มองแนวโน้มดุลบัญชีเดินสะพัดในระยะต่อไปมีโอกาสเกินดุลลดลงหรือขาดดุลในบางช่วง จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นถือเป็นปัจจัยชั่วคราว รวมถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ส่งผลการนำเข้าขยายตัวสูงขึ้น-ภาคบริการที่ลดลง เตือนแม้ระดับปัจจุบันจะยังไม่น่าห่วง แต่การดำเนินนโยบายในระยะต่อไปต้องมีความระมัดระวังมากขึ้น โดยเฉพาะนโยบายการคลังท่ามกลางหนี้่สาธารณะที่ใกล้ชนเพดาน ด้านดอกเบี้ยนโยบายคาดการณ์ทรงตัวถึงกลางปีหน้า

นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร(KKP)
เปิดเผยถึงแนวโน้มดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยว่า ทิศทางดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยนับจากวิกฤติโควิด 19 มีแนวโน้มเกินดุลลดลงอย่างต่อเนื่องหรืออาจจะมีการขาดดุลฯเล็กน้อยเป็นบางช่วง โดยหนึ่งในปัจจัยหลักมาจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจากภาวะสงครามตะวันออกกลาง โดยจากตัวเลขการขาดดุลการค้าจากกรมศุลกากรในเดือนเมษายนที่ผ่านมามียอดขาดดุลสูงถึง 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งส่วนนี้มาจากราคาน้ำมัน 2,400 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่ในจุดนี้ถือเป็นประเด็นชั่่วคราวซึ่งมองว่าหากสถานการณ์ดีขึ้นราคาน้ำมันก็จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

อย่างไรก็ตาม ดุลการค้าที่ไม่รวมน้ำมันในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาก็มีตัวเลขที่สูงขึ้นเรื่อยๆเนื่องจากภาคส่งออกความสามารถในการแข่งขันลดลง ขณะที่การนำเข้าสูงขึ้นต่อเนื่องแทนสินค้าที่ผลิตในประเทศมากขึ้น อาทิ รถยนต์ไฟฟ้า หรือสินค้าในหลายอุตสากรรมที่โดนนำเข้ามาตีตลาดมากขึ้นจนต้องเลิกผลิต รวมถึงภาคการลงทุนในบางธุรกิจเป็นการนำเข้า Content ที่ค่อนข้างสูงถึง 80%ของการลงทุน อย่าง ดาต้าเซนเตอร์ ก็มีส่วนทำให้เกิดการขาดดุลมากขึ้น แต่ตรงนี้ยังไม่ใช่ปริมาณที่สูงมากนัก ขณะที่ดุลบริการ-ท่องเที่ยวนั้น ภาคการท่องเที่ยวปัจจุบันยังมียอดแค่ประมาณ 2 ใน 3 จากก่อนโควิดฯ แต่ดุลบริการไม่ได้กลับมาเกินดุล เนื่องจากประเทศไทยมีดุลบริการอื่นที่ต้องจ่ายให้ต่างประเทศมากขึ้น เช่น ต้นทุนขนส่งที่มากขึ้น หรือการจ่ายค่าทรัพย์สินทางปัญญาก็สูงขึ้น เป็นต้น

ดังนั้น จากแนวโน้มการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่ลดลงหรืออาจจะมีขาดดุลบ้างเล็กน้อยในบางช่วง จึงเป็นหนึ่งในข้อควรระมัดระวังในการดำเนินโยบายต่างๆในระยะต่อไป ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการเงิน หรือนโยบายการคลัง เนื่องจากดุลบัญชีเดินสะพัดถือเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดในเรื่องของเสถียรภาพทางเงินของประเทศด้วยเช่นกัน สะท้อนจากในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง ไทยมีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดถึง 7-8% ซึ่งหากมีอัตราการขาดดุลฯเกินกว่า 3-5%ก็จะต้องมีความระมัดระวังมากขึ้น แต่สถานการณ์การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเพียงเล็กน้อยในปัจจุบันนั้น ถือว่าเป็นปัจจัยชั่วคราวจากราคาน้ำมันที่สูง และจะต้องติดตามภายหลังราคาน้ำมันกลับเข้าสูงภาวะปกติด้วย โดย KKP ประมาณการไตรมาส 2 ดุลบัญชีเดินสะพัดจะขาดดุลประมาณ 2%ของจีดีพี ซึ่ง

"ตัวเลขการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงเรื่องเสถียรภาพ เพราะเป็นเงินที่จ่ายออกมากกว่าเข้า แล้วก็จะส่งผลไปถึงเรื่องต่างๆ ทั้งดุลการชำระเงิน รวมถึงการอ่อนค่าเงินบาทด้วย ดังนั้น จากสัญญาณแนวโน้นดุลบัญชีเดินสะพัดที่จะเกินดุลน้อยลงหรืออาจจะมีขาดดุลเล็กน้อย ก็จะสะท้อนว่า ปัจจุบันเราไม่ได้ Luxuryเหมือนก่อนที่เกินดุลสูงๆแล้ว จะลดดอกเบี้ย หรือจะมีช่องว่างดำเนินนโยบายการคลังได้เต็มที่เหมือนก่อน เพราะหากดำเนินนโยบายไม่สอดคล้องกับ Fundamental หรือ ปัจจัยพื้นฐาน ก็จะกระทบด้านเสถียรภาพ ก็จะส่งผลต่อความมั่นใจของตลาด และส่งผลต่อประเทศอย่างรุนแรงได้ ไม่ว่าจะเป็นการขายหุ้น ค่าเงินที่อ่อนอย่างรุนแรง-รวดเร็ว อย่างที่เกิดที่อินโดนีเซียที่มีนโยบายบางส่วน เช่น การอุดหนุนราคาน้ำมัน ฯลฯ ที่ใช้เงินจำนวนมาก"

สำหรับทิศทางดอกเบี้ยนโยบายนั้น ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ก็ค่อนข้างพูดชัดเจนว่า หากสถานการณ์ต่างๆเป็นไปตามที่คาด คือราคาน้ำมันไม่ต่างจากนี้มาก อัตราเงินเฟ้อไม่เกิน 4-5% ดอกเบี้ยอาจจะไม่ทมีความจำเป็นต้องปรับตัวขึ้น ซึ่งทาง KKP ก็มีมุมมองในทิศทางเดียวกันคือหากสถานการณ์สงครามไม่แย่ไปกว่านี้ หรือธนาคารกลางขนาดใหญ่ไม่ได้ขึ้นดอกเบี้นกันหมด ธปท.ยังไม่น่าจำเป็นที่จะขึ้นดอกเบี้ยจนถึงกลางปีหน้า ขณะที่เงินบาทก็อาจจะมีอ่อนค่าลงบ้างตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป

ด้านผลกระทบต่อตลาดทุนนั้น มองว่า ณ สถานการณ์ดุลบัญชีเดินสะพัดปัจจุบันยังไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดทุนมากนัก เพราะนักลงทุนส่วนใหญ่จะใช้ผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนเป็นตัวหลักในการพิจารณาลงทุน แต่อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดถือเป็นสัญญาณเตือนในเรื่องของความเสี่ยงของเสถียรภาพโดยรวมของประเทศ ซึ่งหากมาพร้อมๆกับปัจจัยอื่นๆ อย่างเช่น การขาดดุลการคลัง ฯลฯ ก็จะถูกใช้เป็นเหตุผลในการไม่เข้าลงทุน หรือถอนการลงทุนได้เช่นกัน ดังจะเห็นได้จากเคสใกล้ๆเมื่อเร็วๆนี้ ก็คืออินโดนีเซีย ดังนั้น เมื่อการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดไม่มากเท่าเดิมการดำเนินนโยบายต่างๆก็จะต้องระมัดระวังมากขึ้นเช่นกันโดยเฉพาะนโยบายการคลังท่ามกลางหนี้สาธารณะที่ใกล้ชนเพดาน ขณะเดียวกันก็ต้องพยายามสร้าง New Engine ใหม่ให้เศรษฐกิจไทยไปด้วย