xs
xsm
sm
md
lg

อีสท์สปริงแนะจังหวะลงหุ้นไทย เน้นคัดคุณภาพผ่านกองทุน ES-THAICG

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



อีสท์สปริงชี้หุ้นไทยยังมีโอกาสฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง รับแรงหนุนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เงินทุนต่างชาติไหลกลับ และโครงการ Value-Up-JUMP+ ที่ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นตลาดทุน แนะทยอยสะสมหุ้นคุณภาพ ธรรมาภิบาลดี ผ่านกองทุน ES-THAICG หลังหุ้นไทยยังซื้อขายในระดับถูกกว่าเอเชีย แต่ให้ปันผลสูงกว่าเกือบสองเท่า

นายยิ่งยง เจียรวุฑฒิ รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายจัดการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อีสท์สปริง (ประเทศไทย) จำกัด หรือ บลจ.อีสท์สปริง กล่าวว่า ในโลกการลงทุนที่เต็มไปด้วยความผันผวน นักลงทุนมีแนวโน้มที่จะตัดสินใจลงทุนใน ‘บริษัทที่มีคุณภาพ’ มากกว่าบริษัทที่โตเร็วแต่เปราะบางสอดคล้องกับสถานการณ์ที่ตลาดทุนไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ Thailand " Value-Up " จากการที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)ได้ร่วมกันเปิดตัวโครงการ Corporate Value-Up และ JUMP+ อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็น 2 โครงการที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อยกระดับศักยภาพ ส่งเสริมธรรมาภิบาล และเพิ่มมูลค่ากิจการของบริษัทจดทะเบียนไทยในระยะยาว เพื่อดึงดูดความเชื่อมั่นจากนักลงทุน ทั้งนี้ โครงการ JUMP+ ได้รับการตอบรับเกินเป้าหมายโดยมีบริษัทจดทะเบียนสมัครเข้าร่วมแล้ว 143 บริษัท จากเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้เพียง 50–100 บริษัท
 
นอกจากนี้ ก.ล.ต. ยังได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์เพื่อให้กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน หรือ Thai ESG Fund สามารถลงทุนในหุ้นของบริษัทที่เข้าร่วมโครงการJUMP+ และได้รับการประเมินการกำกับดูแลกิจการบริษัทจดทะเบียน (Corporate Governance Report :CGR) ตั้งแต่ 90 คะแนนขึ้นไปได้ ซึ่งหมายความว่าบริษัทที่มีคะแนน CG ดีอาจมีเม็ดเงินจากการลงทุนใหม่เพิ่มขึ้น  เมื่อประกอบกับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 คาดว่าการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะเร่งตัวขึ้น ทำให้เกิด "catch-up quarter" (ไตรมาสแห่งการเร่งฟื้นตัว) ซึ่งถือเป็นโอกาสสะสมหุ้นคุณภาพเพราะเงินลงทุนจากต่างชาติอาจไหลกลับ ซึ่งหุ้นขนาดใหญ่ที่มีคุณภาพใน Thai CG อาจได้รับประโยชน์จากเหตุการณ์ดังกล่าว
 
ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ลงทุนมีทางเลือกในการลงทุนที่หลากหลาย บลจ.อีสท์สปริง ขอเสนอกองทุนเปิดอีสท์สปริง หุ้นธรรมา
ภิบาลไทย (ES-THAICG) ซึ่งเป็นหนึ่งกองทุนที่อาจเป็นทางเลือกที่ดีในช่วงตลาดทุนไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุค “Value-Up” โดยกองทุนนี้มีนโยบายการลงทุนในตราสารแห่งทุนไทย เน้นลงทุนบริษัทที่มีการกำกับดูแลกิจการที่ดี รวมถึงบริษัทที่ได้รับการรับรองเป็นสมาชิกแนวร่วมปฎิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น (CAC) ซึ่งการพิจารณาการกำกับดูแลกิจการที่ดีอาจพิจารณาจากการจัดอันดับ CG Scoring ของสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย หรือหน่วยงานอื่นใดที่เกี่ยวข้องโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน
 
สำหรับพอร์ตของกองทุน ES-THAICG มีการจัดสรรการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรม 5 อันดับแรก  ประกอบด้วย 1.พลังงานและสาธารณูปโภค 24.52%  2. ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ 22.33% 3.ธนาคาร 15.58% 4.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 11.30% และ 5.พาณิชย์ 6.23% ส่วนหลักทรัพย์ที่มีการลงทุน 5 อันดับแรก ประกอบด้วย 1.บริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จํากัด (มหาชน) 22.08%  2.บริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) 8.77% 3.บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จํากัด (มหาชน) 7.74% 4.บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จํากัด (มหาชน) 7.24% และ5.บริษัท ปตท. สํารวจและผลิตปิโตรเลียม จํากัด (มหาชน) 4.19% (ที่มา: บลจ.อีสท์สปริง ณ วันที่
30 เมษายน 2569)
 
“ในมุมมองของการลงทุนตลาดหุ้นไทยอาจเป็นหนึ่งในตลาดที่ถือว่ายังถูกในเอเชียถ้าดูบน P/B หรืออัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี ปัจจุบัน SET อยู่ที่ประมาณ 1.52 เท่า ขณะที่หุ้นเอเชียไม่รวมญี่ปุ่นอยู่ที่ 2.21 เท่า สะท้อนว่าหุ้นไทยถูกกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาคบนฐานทรัพย์สินราว 31% ส่วนเงินปันผล (dividend yield) SET ให้ผลตอบแทนประมาณ 3.64% ขณะที่เอเชียให้ผลตอบแทนเพียง 1.95% ซึ่งประเทศไทยจ่ายปันผลมากกว่าเกือบสองเท่าของค่าเฉลี่ยของเอเชีย ทำให้ไทยอาจเป็นหนึ่งในตลาดที่นักลงทุนสนใจในฐานะตลาดที่ให้ปันผลดีในราคาที่เหมาะสม (ที่มา: Bloomberg  ณ วันที่ 26 พฤษภาคม 2569)” นายยิ่งยง กล่าว