xs
xsm
sm
md
lg

เตือนสต็อกน้ำมันโลกใกล้จุดอันตราย จับตาวิกฤตรอบใหม่ราคาจ่อ$150-160

เผยแพร่:   ปรับปรุง:


ผู้บริหารและนักวิเคราะห์ในวงการเตือนสต็อกน้ำมันทั่วโลกใกล้จุดอันตรายและวิกฤตราคาน้ำมันรอบใหม่อาจเกิดขึ้นภายในไม่กี่สัปดาห์
สต็อกน้ำมันทั่วโลกใกล้ถึงจุดอันตราย ขณะที่ดีลเปิดช่องแคบฮอร์มุซยังห่างไกลความจริง ผู้บริหารและนักวิเคราะห์ในวงการเตือนวิกฤตราคาน้ำมันรอบใหม่อาจเกิดขึ้นภายในไม่กี่สัปดาห์ และอาจสร้างความปั่นป่วนอย่างกว้างขวางในตลาดการเงิน ชี้ถ้าสต็อกน้ำมันลดลงมาก ราคามีสิทธิ์พุ่งแตะ 150-160 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ผู้สังเกตการณ์บางคนกลัวว่า การดีดแรงของราคาน้ำมันรอบต่อไปอาจสร้างความเสี่ยงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ผลตอบแทนพันธบัตร และภาวะกระทิงในตลาดหุ้น

นีล แชปแมน รองประธานอาวุโสเอ็กซอน โมบิล กล่าวในงานประชุมเบิร์นสไตน์ที่นิวยอร์กเมื่อปลายเดือนพ.ค.ว่า ปริมาณน้ำมันในคลังสำรองทั่วโลกกำลังลดลงสู่ระดับที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ซึ่งอาจเกิดขึ้นภายใน 2-3 สัปดาห์ และเมื่อถึงตอนนั้น ราคาน้ำมันจะพุ่งขึ้นรุนแรง

แชปแมนเสริมว่า ถ้าสต็อกน้ำมันลดลงมาก ราคา dated Brent หรือน้ำมันดิบในตลาดจริงที่มีกำหนดส่งมอบระยะสั้นที่ใช้เป็นราคามาตรฐานสำหรับน้ำมันดิบที่ซื้อขายกันกว่า 60% ของทั่วโลก อาจขึ้นไปอยู่ที่ 150 หรือ 160 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังและการปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ออกสู่ตลาดช่วยให้ราคาน้ำมันอยู่ภายใต้การควบคุมในระดับหนึ่งในช่วง 3 เดือนที่เกิดสงครามในตะวันออกกลางที่ทำให้ซัปพลายน้ำมันจำนวนมากหายไปจากตลาดโลก โดยน้ำมันดิบสัญญาซื้อขายล่วงหน้ายังเทรดอยู่ต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลแม้ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดตายก็ตาม

ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ใกล้บรรลุข้อตกลงเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซแล้ว แต่ไม่เคยเป็นจริงสักครั้ง ขณะที่อุตสาหกรรมน้ำมันส่งสัญญาณเตือนแรงขึ้น

วันอังคารที่แล้ว (2 มิ.ย.) โทริล โบโซนี หัวหน้าแผนกอุตสาหกรรมและตลาดน้ำมันของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เตือนว่า หากสต็อกน้ำมันยังคงลดลงในจังหวะปัจจุบันต่อไปเรื่อยๆ คลังสำรองน้ำมันทั่วโลกจะดิ่งลงถึงระดับอันตราย ซึ่งจะตรงกับช่วงที่ความต้องการเชื้อเพลิงในฤดูร้อนพุ่งสูงสุด

เมห์เมต เบเซเรน รองประธานและนักกลยุทธ์ตลาดอาวุโสของโรเซนเบิร์ก รีเสิร์ช ขานรับว่า เมื่อสต็อกน้ำมันลดลง ราคาจะปรับตัวเพิ่มขึ้น ผลลัพธ์คือผู้บริโภคต้องจ่ายแพงขึ้นหรืออาจทุบดีมานด์น้ำมันทรุดฮวบ เขาสำทับว่า จุดเปลี่ยนสำคัญจะเกิดขึ้นภายในสิ้นเดือนนี้

ดาต้า แอสเสตส์ แอนด์ อัลฟา กรุ๊ปของเจพีมอร์แกน ระบุโดยอ้างอิงจากงานวิจัยของบริษัทว่า ช่วงครึ่งหลังของเดือนมิ.ย.มีแนวโน้มที่จะได้เห็นราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว

ที่อเมริกา ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของโลก น้ำมันดิบคงคลังที่รวมถึงคลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ลดเหลือ 791 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 29 พ.ค. ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดนับจากเดือนก.พ. 2024 ทั้งนี้ จากการเปิดเผยของสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (3 มิ.ย.)

สต็อกน้ำมันดิบของอเมริกาลดลงเกือบ 64 ล้านบาร์เรลนับจากที่สงครามในอิหร่านเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ. และลดลง 8 สัปดาห์ติดกัน

รอยเตอร์รายงานว่า อเมริกากำลังจะปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ออกมาอีก 172 ล้านบาร์เรล อันเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามร่วมกันของ IEA ในการปล่อยน้ำมันออกสู่ตลาดรวม 400 ล้านบาร์เรลเพื่อสกัดการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมัน

การปล่อยน้ำมันเหล่านี้ควบคู่กับการลดลงของปริมาณน้ำมันดิบนำเข้าทางทะเลของจีน ซึ่งเมื่อเดือนที่แล้วทำสถิติต่ำสุดในรอบเกือบ 10 ปีนั้น ช่วยบรรเทาผลกระทบจากภาวะซัปพลายน้ำมันตึงตัวได้บางส่วน

โชรูห์ ซูริตดินอฟ เทรดเดอร์น้ำมันในดูไบ เชื่อว่า วิกฤตน้ำมันรอบสองเป็นเรื่องจริง แต่ประเด็นสำคัญคือ สาเหตุอาจมาจากการที่สต็อกน้ำมันร่อยหรอลงมากกว่าการปิดช่องแคบฮอร์มุซแบบในช่วงแรก

นักวิเคราะห์ของดาต้า แอสเสตส์ แอนด์ อัลฟา กรุ๊ปของเจพีมอร์แกน สำทับว่า การปล่อยน้ำมันจากคลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ของอเมริกา การใช้เชื้อเพลิงทางเลือก และปัจจัยอื่นๆ ที่เคยช่วยกันสกัดการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมัน ครั้งนี้อาจไม่เพียงพอ หากซัปพลายน้ำมันยังชะงักงันต่อ
ผลกระทบที่ตามมา

นักลงทุนระบุว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้เกิดส่วนชดเชยความเสี่ยงถาวรในน้ำมันดิบ และส่งผลต่อเนื่องไปยังอัตราเงินเฟ้อ ผลตอบแทนพันธบัตร และการใช้จ่ายของผู้บริโภค

โจเซฟ เทเนียส หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนของนอร์ธเทิร์น ทรัสต์ แอสเส็ต แมเนจเมนต์ ระบุว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้บ่งชี้การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างระยะยาวในตลาดพลังาน และเสริมว่า ตอนนี้ช่องแคบฮอร์มุซได้กลายเป็นจุดคอขวดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ นอกจากนั้นยังไม่มีแนวโน้มว่า ราคาน้ำมันจะปรับลดลงต่ำกว่า 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเท่ากับช่วงก่อนสงคราม แม้สถานการณ์ผ่อนคลายลงก็ตาม

เทเนียสสำทับว่า แต่ละภูมิภาคจะได้รับผลกระทบต่างกัน โดยที่ยุโรปและเอเชียจะมีความเปราะบางจากภาวะเงินเฟ้อต่อเนื่องที่เกิดจากราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นมากกว่า ขณะที่อเมริกาซึ่งเป็นผู้ส่งออกสุทธิสามารถรองรับผลกระทบได้ดีกว่า

อดัม ชิกลิง นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของแวนการ์ด ระบุว่า ราคาน้ำมันที่แพงขึ้นเป็นอุปสรรคต่อเศรษฐกิจอเมริกาไม่มากนัก เนื่องจากอเมริกามีการผลิตน้ำมันภายในประเทศ รวมทั้งยังมีการลงทุนมหาศาลใน AI ซึ่งช่วยชดเชยผลกระทบต่อผู้บริโภค

แวนการ์ดประเมินว่า ถ้าราคาน้ำมันดิบเคลื่อนไหวอยู่แถวๆ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลนาน 1 ปี เศรษฐกิจอเมริกาอาจโตช้าลง 0.4%

สำหรับภาคครัวเรือน ผลกระทบขึ้นอยู่กับว่า ภาวะน้ำมันแพงลากยาวแค่ไหนมากกว่าราคาน้ำมันพุ่งขึ้นเท่าไหร่ นอกจากนี้ผู้บริโภคยังมีภูมิคุ้มกันอยู่บ้าง เนื่องจากราคาเชื้อเพลิงคิดเป็นสัดส่วนจากรายได้น้อยกว่าวิกฤตน้ำมันครั้งก่อนๆ อย่างไรก็ดี ภูมิคุ้มกันนี้จะลดลงเรื่อยๆ ตามเวลา

ฟิล บลอนคาโต หัวหน้านักกลยุทธ์การตลาดของโอเซอิก ชี้ว่า ถ้าราคาน้ำมันแพงต่อไปอีก 3 เดือนขณะที่ฤดูร้อนที่คนใช้รถมากขึ้นเริ่มต้นขึ้น หรือราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงสั้นๆ การใช้จ่ายของผู้บริโภคจะยิ่งชะลอลง เช่นเดียวกับความเชื่อมั่นที่ลดลงทำสถิติต่ำสุดแล้ว และผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่แท้จริงอาจเริ่มปรากฏให้เห็น