หลังจากพุ่งทะลุ 1,600 จุด สร้างจุดสูงสุดใหม่ในรอบกว่า 3 ปี เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายนที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นเริ่มแผ่วลง พร้อมกับหุ้นยักษ์ใหญ่อย่างบริษัท เดลต้า อิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA ส่งสัญญาณว่า ขาขึ้นรอบใหญ่ของตลาดหุ้นซึ่งดำเนินมาต่อเนื่องนับจากต้นปี อาจถึงจุดสิ้นสุดแล้ว
เพราะการที่ดัชนีพุ่งขึ้นมาแตะระดับ 1,600 จุด หรือปรับตัวขึ้นประมาณ 340 จุด เมื่อเทียบกับจุดปิดสิ้นปี 2568 เป็นการปรับตัวขึ้นที่ร้อนแรงมาก ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจของประเทศยังตกต่ำ และอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไม่สูงนัก แม้รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล จะเร่งผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาก็ตาม
ความคึกคักของตลาดหุ้นถูกตั้งคำถามจากประชาชนทั่วไปมาตลอดว่า เกิดขึ้นด้วยเหตุใด มีปัจจัยอะไรเข้ามากระตุ้น และดัชนีที่วิ่งมาไกล มีใครปั่นขึ้นมาหรือไม่ หุ้นร้อนแรงเกินจริงหรือไม่
คำอธิบายของคนในตลาดหุ้นส่วนใหญ่มักกล่าวอ้างว่า ตลาดหุ้นไทยทรุดลง 3 ปีติด จนราคาหุ้นต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐาน และจูงใจให้นักลงทุนต่างชาติทยอยกลับเข้ามาช้อนซื้อหุ้นคืนอีกครั้ง ขณะที่ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ โบรกเกอร์หลายสำนักได้ปรับประมาณการเป้าหมายดัชนีปลายปีนี้ โดยขยับเป้าเป็นกว่า 1,600 จุด หลังดัชนีวิ่งทะลุแนวต้าน 1,550 จุด
แนวโน้มการลงทุนในตลาดหุ้นปี 2569 ถูกวาดภาพไว้อย่างสวยหรู สวนทางกับสภาพเศรษฐกิจที่ทุกฝ่ายยอมรับว่ายังซบเซาอย่างหนัก
เบื้องหลังการที่ดัชนีหุ้นวิ่งมากว่า 300 จุดในปีนี้ ส่วนหนึ่งเกิดจากหุ้น DELTA เพราะหุ้น DELTA เพียงตัวเดียวผลักดันดัชนีขึ้นมาประมาณ 170 จุด ขณะที่หุ้นขนาดใหญ่อีกหลายตัว เช่น หุ้นในกลุ่มบริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ก็มีส่วนช่วยดึงดัชนีให้พุ่งขึ้น
หุ้นมีทั้งหมดในตลาดหลักทรัพย์ประมาณ 870 บริษัท ส่วนใหญ่ไม่ได้ฟื้นตามภาวะตลาด โดยเฉพาะหุ้นขนาดเล็ก นักลงทุนรายย่อยไม่ได้เสพสุขกับความสดใสของตลาดหุ้นเท่าไหร่นัก และยังแบกหุ้นต้นทุนสูงมูลค่ารวมกันหลายแสนล้านบาท ภายใต้ความหวังว่า ถ้าตลาดหุ้นยังเดินหน้าต่อไป หุ้นตัวเล็กคงจะมีโอกาสฟื้นขึ้นมาบ้าง
แต่ตลาดหุ้นจะเดินหน้าต่อไปด้วยปัจจัยหนุนด้านใด เพราะเศรษฐกิจมีแนวโน้มฟุบอีกหลายปี จะหวังการกลับมาของนักลงทุนต่างชาติได้ขนาดไหน และหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะ DELTA จะนำพาดัชนีพุ่งทะยานได้อีกหรือ
เพราะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในตลาดหุ้นแนสแด็กของสหรัฐทำท่าจะเกิดภาวะฟองสบู่แตกแล้ว โดยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ดัชนีแนสแด็กร่วงลง 4.18% และจะส่งผลกระทบต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลกในวันจันทร์ที่ 8 มิถุนายนนี้
หุ้น DELTA ค่า พี/อี เรโชทะลุ 150 เท่าไปแล้ว ราคาถือว่าแพงมาก แต่กระแสหุ้นเทคโนโลยีที่มาแรง และถูกประเมินว่าแนวโน้มการเติบโตยังสดใสอีกยาวนาน ทำให้นักวิเคราะห์หลักทรัพย์หลายคนโหนกระแสหุ้นเทคฯ โดยมีคำแนะนำให้นักลงทุนเข้าไปซื้อ ทั้งที่ราคาวิ่งล้ำหน้าปัจจัยพื้นฐานไปไกลมาก
การดิ่งลงของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในตลาดหุ้นแนสแด็ก จะเป็นปัจจัยลบที่พุ่งกระหน่ำซ้ำเติมหุ้น DELTA นำไปสู่การปรับฐานใหญ่อย่างจริงจัง และใครที่ขายออกไม่ทัน รอบนี้อาจบาดเจ็บสาหัส
ส่วนดัชนีอาจถูก DELTA ฉุดลงมา จนไม่อาจคาดหมายว่าจะดิ่งลงลึกขนาดไหน หลุดระดับ 1,550 จุดหรือไม่
ความหวังว่านักลงทุนต่างชาติอาจเป็นกองหนุนที่เข้ามาช่วยพยุงหรือหนุนตลาดหุ้นในปีนี้ ยังเป็นความหวังที่เลื่อนลอย เพราะนับจากต้นปี ต่างชาติมียอดซื้อหุ้นสุทธิสะสมเพียง 26,084 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมาก และในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ก็ซื้อหรือขายสลับกันไปในแต่ละวัน ไม่ใช่การซื้อต่อเนื่อง
นักลงทุนต่างชาติที่กลับเข้ามาซื้อหุ้นนับจากต้นปี มีพฤติกรรมลักษณะการซื้อขายทำกำไรระยะสั้นหรือเล่นสั้น มากกว่าการกลับมาช้อนซื้อเพื่อลงทุนระยะยาว และแม้จะผ่านมา 5 เดือนเศษแล้ว ยังไม่อาจคาดหมายได้ว่าปีนี้ต่างชาติจะกลับมาลงทุนจริงหรือไม่
หุ้น 1,600 จุด ซึ่งเพิ่งได้เห็นกันหยก ๆ เมื่อปลายสัปดาห์ก่อน อาจเป็นจุดสูงสุดแล้วในรอบนี้ และมีความเป็นไปได้ว่าอีกนานคงจะได้เห็นกันอีก
เช่นเดียวกับขาขึ้นของตลาดหุ้นที่ดำเนินมาจากต้นปี อาจปิดฉากลงแล้ว และมีแนวโน้มการปรับตัวสู่ช่วงขาลง แต่จะลงไปถอยตั้งหลักที่ดัชนีระดับใดเท่านั้น