สัญญาณเตือนภัยดังลั่นตลาดคริปโต เมื่อยุทธศาสตร์การใช้เลเวอเรจเพื่อกว้านซื้อ บิทคอยน์ ของ MicroStrategy กำลังถูกสั่นคลอนอย่างหนักจนอาจถึงคราวต้องเทขายสินทรัพย์ทิ้งเพื่อพยุงสภาพคล่อง รายงานวิเคราะห์ล่าสุดจาก Grayscale ชี้ชัดว่าโมเดลธุรกิจที่เคยถูกยกย่องกำลังเผชิญหน้ากับบททดสอบความเครียดครั้งใหญ่ที่สุด การขยับตัวเพียงเล็กน้อยของวาฬยักษ์รายนี้ได้กระชากความเชื่อมั่นของนักลงทุนในตลาดจนร่วงกราว นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่สั่นสะเทือนเสถียรภาพ หรือเป็นเพียงการปรับฐานเพื่อบริหารความเสี่ยงกันแน่
สถานการณ์ความตึงเครียดของโมเดลธุรกิจแบบใช้เลเวอเรจ หรือการกู้ยืมเงินมาลงทุนของ MicroStrategy กำลังงวดเข้ามาทุกขณะ ซึ่งนักวิเคราะห์ประเมินว่าภาวะดังกล่าวอาจบีบรัดให้บริษัทสูญเสียความสามารถในการเข้าซื้อบิทคอยน์เพิ่มเติม และในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดอาจถึงขั้นถูกบังคับให้ต้องเทขายสินทรัพย์ที่มีอยู่ออกมาสู่ตลาด
แซค แพนเดิล หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ Grayscale ได้ออกมาระบุอย่างชัดเจนเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่า การปรับเปลี่ยนท่าทีของหนึ่งในองค์กรที่ถือครองบิทคอยน์รายใหญ่ที่สุดของโลกได้สร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อบรรยากาศการลงทุนโดยรวม
ความตื่นตระหนกนี้ปะทุขึ้นเมื่อพอร์ตของไมเคิล เซย์เลอร์ มีการเทขายบิทคอยน์ ออกมาจำนวน 32 เหรียญเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา แม้ตัวเลขดังกล่าวจะเป็นเพียงเศษเสี้ยวเมื่อเทียบกับหน้าตักมหึมาที่ถือครองอยู่ถึง 843,706 เหรียญ แต่มันก็มากพอที่จะทุบทำลายความมั่นใจของนักลงทุน ส่งผลให้ราคาสินทรัพย์ร่วงดิ่งลงถึง 16 เปอร์เซ็นต์นับตั้งแต่มีการทำรายการ
ควบคู่ไปกับการขายเหรียญ บริษัทยังได้เทขายหุ้นมูลค่า 128 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้มูลค่าหุ้นร่วงลง 12.8 เปอร์เซ็นต์ แตะระดับต่ำสุดในรอบสองเดือนที่ 126 ดอลลาร์เมื่อวันพฤหัสบดี
แพนเดิล ยังได้ส่งสัญญาณเตือนถึงผลกระทบที่อาจลุกลามไปยัง Stretch (STRC) ซึ่งเป็นตราสารทุนบุริมสิทธิชนิดอัตราดอกเบี้ยลอยตัวของบริษัท ตราสารนี้ถูกออกแบบมาให้ซื้อขายที่ระดับราคาประมาณ 100 ดอลลาร์ พร้อมจ่ายเงินปันผลที่ 11.5 เปอร์เซ็นต์ ทว่าปัจจุบันราคากลับร่วงลงมาต่ำกว่ามูลค่าหน้าตั๋ว โดยเคลื่อนไหวอยู่ที่ราว 95 ดอลลาร์ สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนกำลังเรียกร้องอัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยกับความเสี่ยงที่ก่อตัวขึ้น
หากองค์กรตัดสินใจปรับเพิ่มเงินปันผลเพื่อดึงดูดนักลงทุน นั่นหมายถึงภาระผูกพันด้านเงินสดที่พุ่งสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว ซึ่งจะเป็นตัวเร่งให้บริษัทต้องเทขายบิทคอยน์ออกมาอีก และนำไปสู่วงจรขาลงทางลบที่กดดันราคาในตลาดอย่างต่อเนื่อง แพนเดิล ชี้ประเด็นนี้ว่า โมเดลธุรกิจที่พึ่งพาเลเวอเรจสูงกำลังตกอยู่ภายใต้ความกดดันอย่างหนัก และปัจจัยนี้เองที่สาดความผันผวนเข้าใส่ตลาดบิทคอยน์ในภาพรวม
ทางด้าน Grayscale ประเมินสถานการณ์ว่า ความสามารถในการสะสมโทเคนเพิ่มเติมของบริษัทจะถูกจำกัดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ด้วยระดับราคาหุ้นของทั้ง STRC และ MSTR ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
มุมมองดังกล่าวยังสอดคล้องกับทรรศนะของ ปีเตอร์ ชิฟฟ์ ผู้สนับสนุนทองคำตัวยง ที่ออกมาให้ความเห็นผ่านแพลตฟอร์ม X ในทิศทางเดียวกันว่า หากบริษัทถูกบีบให้ต้องเพิ่มเงินปันผลเพื่อดันราคา STRC กลับไปที่ 100 ดอลลาร์ พวกเขาจะผลาญเงินสดจนหมดหน้าตักรวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นการเร่งเวลาให้ต้องเทขาย บิทคอยน์ ออกมาเพื่อนำสภาพคล่องไปจ่ายปันผล
แพนเดิล สรุปทิ้งท้ายว่าสำหรับสุขภาพของระบบนิเวศบิทคอยน์ ในระยะยาวแล้ว การลดสัดส่วนการถือครองบนงบดุลขององค์กรที่ใช้เลเวอเรจสูง และกระจายการถือครองเหล่านั้นไปยังงบดุลขององค์กรที่มีความหลากหลาย จะสร้างผลลัพธ์ที่เป็นบวกมากกว่า
มุมมองอีกด้านที่ไม่ได้เลวร้ายไปเสียทั้งหมด
แม้กระแสหลักจะมองความเคลื่อนไหวนี้ในแง่ลบ แต่ ออกัสติน แฟน หุ้นส่วนของ SignalPlus บริษัทซอฟต์แวร์ด้านคริปโต ได้ให้มุมมองวิเคราะห์กับ Cointelegraph เมื่อวันศุกร์ (5 มิถุนายน พ.ศ. 2569) ว่า แม้ตลาดจะโยนความผิดให้กับการเทขายเมื่อเร็วๆ นี้ของบริษัท และการที่ STRC ซื้อขายในราคาที่มีส่วนลด ว่าเป็นต้นตอของแรงเทขายในตลาด แต่ในความเป็นจริงแล้ว แม้แต่กลุ่มผู้สนับสนุนที่แข็งแกร่งที่สุดก็เริ่มหมดเหตุผลที่จะมองโลกในแง่ดีต่อโครงสร้างตลาดในระยะนี้ จากนี้ไปทุกสายตาจะจับจ้องไปที่สถานการณ์ของ MSTR ว่า ไมเคิล เซย์เลอร์ จะบริหารจัดการปัญหาสภาพคล่องนี้อย่างไร โดยเฉพาะศิลปะในการรักษาสมดุลระหว่างการจ่ายเงินปันผลและการรักษาสินทรัพย์ดิจิทัลในคลัง
ทางด้าน เจฟฟ์ โค หัวหน้านักวิเคราะห์จาก CoinEx มองต่างมุมออกไป โดยระบุว่าการขายบิทคอยน์ครั้งแรกของบริษัทถือเป็น จุดชนวนทางจิตวิทยาที่สำคัญ สำหรับแรงเทขายในสัปดาห์นี้ ทว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวกลับสะท้อนภาพเชิงโครงสร้างที่เป็นบวกมากกว่าที่ตลาดประเมินไว้ เนื่องจากมันเปิดโอกาสให้บริษัทมีความยืดหยุ่นในการปรับตัวมากขึ้น
ทั้งนี้ความยืดหยุ่นที่เพิ่มขึ้นในการตัดสินใจขายบิทคอยน์จะช่วยให้องค์กรสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงในงบดุลได้อย่างรอบคอบและรัดกุมยิ่งขึ้น แทนที่จะบีบให้ตัวเองต้องติดอยู่กับกลยุทธ์การกว้านซื้อแบบทางเดียวโดยไม่สนใจสภาพตลาด ซึ่งนี่อาจเป็นก้าวสำคัญของการบริหารความเสี่ยงอย่างมืออาชีพท่ามกลางความผันผวน