ในช่วงที่อุตสาหกรรมอะไหล่ยานยนต์กำลังเผชิญความท้าทาย ท่ามกลางแรงกดดันจากสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ต้นทุนพลังงานที่ยังไม่แน่นอน การแข่งขันสูง และการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์สู่ยุคเทคโนโลยีขั้นสูง ผู้ประกอบการไทยกำลังเผชิญกับโจทย์สำคัญว่าจะ “ปรับตัวอย่างไร” เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน “การยกระดับตัวเอง” กลายเป็นความท้าทายของผู้ผลิตไทย
หนึ่งในผู้ผลิตไทยที่กำลังเร่งเครื่องยกระดับองค์กรอย่างจริงจังคือ บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายชิ้นส่วนประกอบรถยนต์และอะไหล่ยางภายใต้แบรนด์ “POP” ที่คร่ำหวอดในอุตสาหกรรมมากว่า 30 ปี
วันนี้ นายชวิศ ยงเห็นเจริญ กรรมการผู้จัดการ ทายาทรุ่นที่ 2 บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด ได้เปิดใจถึงทิศทางธุรกิจ แผนการลงทุนระยะยาว และความมุ่งมั่นในการผลักดัน “POP” ให้ก้าวสู่การเป็นแบรนด์อะไหล่ยานยนต์มาตรฐานสากลจากฝีมือคนไทย ในช่วงวิกฤติความท้าทายนี้

จากธุรกิจครอบครัว สู่ผู้เล่นสำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
นายชวิศ เล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นว่า ชลิต อินดัสทรี เริ่มต้นจากธุรกิจครอบครัวในปี 2534 ภายใต้ชื่อ “ช.กลการ” จากความตั้งใจของ คุณชลิต และคุณสุชญา ยงเห็นเจริญ (ผู้ก่อตั้ง) ที่ต้องการสร้างธุรกิจการผลิตชิ้นส่วนอะไหล่ยางสำหรับรถยนต์คุณภาพสูงของคนไทย
“คุณพ่อเริ่มจากการคิดค้นสูตรยางและพัฒนาแม่พิมพ์ด้วยตัวเอง จากการทดสอบและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนสามารถผลิตแม่พิมพ์ตัวแรกได้สำเร็จและส่งผลิตภัณฑ์ชิ้นแรกออกสู่ตลาดจนเป็นที่ยอมรับของลูกค้า ทำให้ชื่อของ “POP” และ ช.กลการเป็นที่รู้จักในตลาดชิ้นส่วนประกอบรถยนต์และตลาดอะไหล่ทดแทนของไทย จากความมุ่งมั่นของคุณพ่อและคุณแม่ในวันนั้นคือรากฐานของแบรนด์ POP ในวันนี้”
นายชวิศ กล่าวเสริมว่า จุดแข็งสำคัญของธุรกิจในยุคก่อตั้งคือการให้ความสำคัญกับคุณภาพสินค้าและความสัมพันธ์กับลูกค้า ขณะที่ระบบการบริหารจัดการภายในได้รับการวางรากฐานอย่างเป็นระบบจากครอบครัว ความสำเร็จของชลิต อินดัสทรี ไม่ได้เกิดจากคนคนเดียว แต่เกิดจากการทำงานร่วมกันของครอบครัวและทีมงานทุกคน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จของ ชลิต อินดัสทรีในวันนี้

กว่า 30 ปี จากอะไหล่ชิ้นแรก มุ่งสู่อะไหล่ POP มาตรฐานสากล กว่า 6,000 รายการ
“เราอาจไม่ได้อยู่ในรถของคุณ แต่เราอยู่ใต้รถของคุณเสมอ” นี่คือประโยคที่สะท้อนตัวตนของแบรนด์ POP ได้ชัดเจนที่สุด
โดยนายชวิศ ได้อธิบายว่า แม้ผู้บริโภคอาจไม่ได้มองเห็นชิ้นส่วนยางช่วงล่างโดยตรง แต่ชิ้นส่วนเหล่านี้มีบทบาทสำคัญต่อความปลอดภัย สมรรถนะการขับขี่ และอายุการใช้งานของรถยนต์
“ระบบช่วงล่างต้องรองรับแรงกระแทกตลอดเวลา หากเลือกใช้อะไหล่ที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจส่งผลต่อความปลอดภัยโดยตรง ชลิต อินดัสทรีฯ จึงให้ความสำคัญกับทุกชิ้นส่วนที่เราผลิต ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ล้วนถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้ขับขี่ได้อย่างมั่นใจ ด้วยประสบการณ์มากกว่า 30 ปี ที่ได้มุ่งมั่นพัฒนาและผลิตชิ้นส่วนยานยนต์คุณภาพสูง เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยในการขับขี่ของผู้ใช้รถยนต์ทุกคน” นายชวิศ กล่าวย้ำ
ปัจจุบัน POP มีผลิตภัณฑ์มากกว่า 6,000 รายการ อาทิ ยางแท่นเครื่อง ยางแท่นเกียร์ ยางกันกระแทก ยางเพลากลาง บูชปีกนก และบูชโช๊คอัพล่าง ครอบคลุมทั้งรถยนต์ส่วนบุคคล รถเพื่อการพาณิชย์ และรถแข่ง ทั้งในตลาดอะไหล่ทดแทน (Replacement Equipment Manufacturing: REM ) และการผลิตให้ผู้ประกอบรถยนต์ (OEM) ได้รับการยอมรับและความไว้วางใจจากอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

บริหารต้นทุน ปรับตัวฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจ–ราคาน้ำมันสูง
ผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและต้นทุนพลังงาน นายชวิศยอมรับว่าเป็นความท้าทายที่ทุกผู้ประกอบการต้องเผชิญ แน่นอนว่าต้นทุนพลังงาน วัตถุดิบ และโลจิสติกส์ที่ผันผวนส่งผลต่ออุตสาหกรรมโดยตรง แต่เรามองว่านี่ไม่ใช่เหตุผลที่จะหยุดพัฒนา บริษัทฯเลือกบริหารความเสี่ยงด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ใช้ข้อมูลแบบ Real-time วิเคราะห์ต้นทุน และลงทุนในระบบที่ช่วยลดของเสีย อย่างไรก็ดีในภาวะที่ตลาดแข่งขันสูง การควบคุมต้นทุนอย่างเดียวไม่พอ เราต้องสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านคุณภาพและความน่าเชื่อถือ

แผนลงทุน 3–5 ปี ยกระดับทั้งระบบ
ในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่ นายชวิศมองว่า การแข่งขันในอุตสาหกรรมอะไหล่ยานยนต์ยุคนี้ ไม่สามารถพึ่งเพียงประสบการณ์ หรือต้นทุนที่แข่งขันได้อีกต่อไป
“วันนี้สิ่งที่ตัดสินการแข่งขันคือ ‘มาตรฐาน’ และ ‘ระบบการผลิต’ ผู้ผลิตไทยต้องกล้าลงทุนเพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของตัวเอง”
ภายใต้การบริหารของเขา โรงงานชลิต อินดัสทรี ได้ทยอยปรับปรุงกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านเครื่องจักร เทคโนโลยี และระบบควบคุมคุณภาพ รวมถึงกระบวนการผลิตครอบคลุมตั้งแต่ การคัดเลือกวัตถุดิบ การพัฒนาสูตรยางเฉพาะทาง การควบคุมการผลิตโดยผู้เชี่ยวชาญ การทดสอบคุณภาพด้าน Tensile , Hardness เเละ MDR เพื่อให้ทุกชิ้นผ่านมาตรฐานสากลอย่างเข้มงวด
นอกจากนี้ ชลิต อินดัสทรีฯ ยังให้ได้วางแผนลงทุนต่อเนื่องในระยะ 3–5 ปี โดยเน้น 3 ด้านหลัก คือ
1. เครื่องจักรและเทคโนโลยีการผลิต: เพิ่มเครื่องจักรระบบดิจิทัลความแม่นยำสูง เพื่อลดความคลาดเคลื่อนและเพิ่ม repeatability
2. Data Monitoring และ Process Control: นำระบบวิเคราะห์ข้อมูลแบบ Real-time มาใช้ควบคุมคุณภาพตั้งแต่ต้นทาง ลดของเสีย และเพิ่มประสิทธิภาพต้นทุน
3. Upskill บุคลากร: สร้างทีมวิศวกรรุ่นใหม่ ผ่านการฝึกอบรมและการถ่ายทอดองค์ความรู้ภายในองค์กร เพราะเทคโนโลยีจะไม่มีความหมายเลย หากคนไม่พร้อม เราจึงลงทุนกับคนควบคู่ไปกับระบบ

เป้าหมายระยะยาว พาอะไหล่ “POP” สู่เวทีโลก
เมื่อถามถึงเป้าหมายระยะยาว นายชวิศตอบอย่างชัดเจนว่า “เราต้องการให้ POP เป็นแบรนด์อะไหล่ไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และพิสูจน์ว่า SME ไทยก็สามารถผลิตสินค้าคุณภาพระดับโลกได้”
ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ของชลิต อินดัสทรีฯได้รับการรับรองมาตรฐานระดับสากลที่สำคัญ อาทิ Thailand Trust Mark (T MARK) ระบบ IATF 16949:2016 ISO9001 และการทดสอบในด้านต่างๆ อาทิ Tensile , Hardness เเละ MDR พร้อมมีเครือข่ายจัดจำหน่ายครอบคลุมเอเชีย แอฟริกา ตะวันออกกลาง ออสเตรเลีย อเมริกาใต้ และยุโรปตะวันออก
อย่างไรก็ตาม การแข่งขันจะเข้มข้นขึ้น “ผู้เล่นที่จะอยู่รอด ไม่ใช่คนที่ขายถูกที่สุด แต่คือคนที่สร้างความเชื่อมั่นได้มากที่สุด เพราะลูกค้ายุคนี้ไม่ได้มองแค่ราคาอีกต่อไป แต่มองที่มาตรฐาน ความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือ
โดยนายชวิศ เชื่อมั่นว่า ชลิต อินดัสทรีฯ มีจุดแข็งที่ทำให้แบรนด์ POP สามารถแข่งขันในตลาดได้ โดยสรุปจุดแข็งไว้ 4 ด้าน ได้แก่ ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านชิ้นส่วนยางช่วงล่าง ระบบควบคุมคุณภาพที่เข้มงวด ความเข้าใจตลาดไทยอย่างลึกซึ้ง และความยืดหยุ่นในการพัฒนาสินค้าใหม่ๆออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง
การเดินหน้าลงทุนของชลิต อินดัสทรี ไม่ใช่เพียงการขยายธุรกิจ แต่สะท้อนภาพการปรับตัวของผู้ผลิตไทยยุคใหม่ ที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากการแข่งขันด้านราคา สู่การแข่งขันด้วยมาตรฐาน ระบบ และนวัตกรรม
สำหรับนายชวิศ นี่ไม่ใช่แค่การพัฒนาแบรนด์ POP แต่คือการพิสูจน์ศักยภาพของอุตสาหกรรมไทยบนเวทีโลก
“เราเชื่อว่าอะไหล่ไทยสามารถไปได้ไกลกว่าที่หลายคนคิด และเรากำลังทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นจริง” นายชวิศ กล่าวสรุป
ผู้สนใจข้อมูลเพิ่มเติม ดูรายละเอียดที่เว็บไซต์ www.chalitindustry.com โทรศัพท์ 02-802-6400
หนึ่งในผู้ผลิตไทยที่กำลังเร่งเครื่องยกระดับองค์กรอย่างจริงจังคือ บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายชิ้นส่วนประกอบรถยนต์และอะไหล่ยางภายใต้แบรนด์ “POP” ที่คร่ำหวอดในอุตสาหกรรมมากว่า 30 ปี
วันนี้ นายชวิศ ยงเห็นเจริญ กรรมการผู้จัดการ ทายาทรุ่นที่ 2 บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด ได้เปิดใจถึงทิศทางธุรกิจ แผนการลงทุนระยะยาว และความมุ่งมั่นในการผลักดัน “POP” ให้ก้าวสู่การเป็นแบรนด์อะไหล่ยานยนต์มาตรฐานสากลจากฝีมือคนไทย ในช่วงวิกฤติความท้าทายนี้
จากธุรกิจครอบครัว สู่ผู้เล่นสำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
นายชวิศ เล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นว่า ชลิต อินดัสทรี เริ่มต้นจากธุรกิจครอบครัวในปี 2534 ภายใต้ชื่อ “ช.กลการ” จากความตั้งใจของ คุณชลิต และคุณสุชญา ยงเห็นเจริญ (ผู้ก่อตั้ง) ที่ต้องการสร้างธุรกิจการผลิตชิ้นส่วนอะไหล่ยางสำหรับรถยนต์คุณภาพสูงของคนไทย
“คุณพ่อเริ่มจากการคิดค้นสูตรยางและพัฒนาแม่พิมพ์ด้วยตัวเอง จากการทดสอบและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนสามารถผลิตแม่พิมพ์ตัวแรกได้สำเร็จและส่งผลิตภัณฑ์ชิ้นแรกออกสู่ตลาดจนเป็นที่ยอมรับของลูกค้า ทำให้ชื่อของ “POP” และ ช.กลการเป็นที่รู้จักในตลาดชิ้นส่วนประกอบรถยนต์และตลาดอะไหล่ทดแทนของไทย จากความมุ่งมั่นของคุณพ่อและคุณแม่ในวันนั้นคือรากฐานของแบรนด์ POP ในวันนี้”
นายชวิศ กล่าวเสริมว่า จุดแข็งสำคัญของธุรกิจในยุคก่อตั้งคือการให้ความสำคัญกับคุณภาพสินค้าและความสัมพันธ์กับลูกค้า ขณะที่ระบบการบริหารจัดการภายในได้รับการวางรากฐานอย่างเป็นระบบจากครอบครัว ความสำเร็จของชลิต อินดัสทรี ไม่ได้เกิดจากคนคนเดียว แต่เกิดจากการทำงานร่วมกันของครอบครัวและทีมงานทุกคน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จของ ชลิต อินดัสทรีในวันนี้
กว่า 30 ปี จากอะไหล่ชิ้นแรก มุ่งสู่อะไหล่ POP มาตรฐานสากล กว่า 6,000 รายการ
“เราอาจไม่ได้อยู่ในรถของคุณ แต่เราอยู่ใต้รถของคุณเสมอ” นี่คือประโยคที่สะท้อนตัวตนของแบรนด์ POP ได้ชัดเจนที่สุด
โดยนายชวิศ ได้อธิบายว่า แม้ผู้บริโภคอาจไม่ได้มองเห็นชิ้นส่วนยางช่วงล่างโดยตรง แต่ชิ้นส่วนเหล่านี้มีบทบาทสำคัญต่อความปลอดภัย สมรรถนะการขับขี่ และอายุการใช้งานของรถยนต์
“ระบบช่วงล่างต้องรองรับแรงกระแทกตลอดเวลา หากเลือกใช้อะไหล่ที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจส่งผลต่อความปลอดภัยโดยตรง ชลิต อินดัสทรีฯ จึงให้ความสำคัญกับทุกชิ้นส่วนที่เราผลิต ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ล้วนถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้ขับขี่ได้อย่างมั่นใจ ด้วยประสบการณ์มากกว่า 30 ปี ที่ได้มุ่งมั่นพัฒนาและผลิตชิ้นส่วนยานยนต์คุณภาพสูง เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยในการขับขี่ของผู้ใช้รถยนต์ทุกคน” นายชวิศ กล่าวย้ำ
ปัจจุบัน POP มีผลิตภัณฑ์มากกว่า 6,000 รายการ อาทิ ยางแท่นเครื่อง ยางแท่นเกียร์ ยางกันกระแทก ยางเพลากลาง บูชปีกนก และบูชโช๊คอัพล่าง ครอบคลุมทั้งรถยนต์ส่วนบุคคล รถเพื่อการพาณิชย์ และรถแข่ง ทั้งในตลาดอะไหล่ทดแทน (Replacement Equipment Manufacturing: REM ) และการผลิตให้ผู้ประกอบรถยนต์ (OEM) ได้รับการยอมรับและความไว้วางใจจากอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
บริหารต้นทุน ปรับตัวฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจ–ราคาน้ำมันสูง
ผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและต้นทุนพลังงาน นายชวิศยอมรับว่าเป็นความท้าทายที่ทุกผู้ประกอบการต้องเผชิญ แน่นอนว่าต้นทุนพลังงาน วัตถุดิบ และโลจิสติกส์ที่ผันผวนส่งผลต่ออุตสาหกรรมโดยตรง แต่เรามองว่านี่ไม่ใช่เหตุผลที่จะหยุดพัฒนา บริษัทฯเลือกบริหารความเสี่ยงด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ใช้ข้อมูลแบบ Real-time วิเคราะห์ต้นทุน และลงทุนในระบบที่ช่วยลดของเสีย อย่างไรก็ดีในภาวะที่ตลาดแข่งขันสูง การควบคุมต้นทุนอย่างเดียวไม่พอ เราต้องสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านคุณภาพและความน่าเชื่อถือ
แผนลงทุน 3–5 ปี ยกระดับทั้งระบบ
ในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่ นายชวิศมองว่า การแข่งขันในอุตสาหกรรมอะไหล่ยานยนต์ยุคนี้ ไม่สามารถพึ่งเพียงประสบการณ์ หรือต้นทุนที่แข่งขันได้อีกต่อไป
“วันนี้สิ่งที่ตัดสินการแข่งขันคือ ‘มาตรฐาน’ และ ‘ระบบการผลิต’ ผู้ผลิตไทยต้องกล้าลงทุนเพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของตัวเอง”
ภายใต้การบริหารของเขา โรงงานชลิต อินดัสทรี ได้ทยอยปรับปรุงกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านเครื่องจักร เทคโนโลยี และระบบควบคุมคุณภาพ รวมถึงกระบวนการผลิตครอบคลุมตั้งแต่ การคัดเลือกวัตถุดิบ การพัฒนาสูตรยางเฉพาะทาง การควบคุมการผลิตโดยผู้เชี่ยวชาญ การทดสอบคุณภาพด้าน Tensile , Hardness เเละ MDR เพื่อให้ทุกชิ้นผ่านมาตรฐานสากลอย่างเข้มงวด
นอกจากนี้ ชลิต อินดัสทรีฯ ยังให้ได้วางแผนลงทุนต่อเนื่องในระยะ 3–5 ปี โดยเน้น 3 ด้านหลัก คือ
1. เครื่องจักรและเทคโนโลยีการผลิต: เพิ่มเครื่องจักรระบบดิจิทัลความแม่นยำสูง เพื่อลดความคลาดเคลื่อนและเพิ่ม repeatability
2. Data Monitoring และ Process Control: นำระบบวิเคราะห์ข้อมูลแบบ Real-time มาใช้ควบคุมคุณภาพตั้งแต่ต้นทาง ลดของเสีย และเพิ่มประสิทธิภาพต้นทุน
3. Upskill บุคลากร: สร้างทีมวิศวกรรุ่นใหม่ ผ่านการฝึกอบรมและการถ่ายทอดองค์ความรู้ภายในองค์กร เพราะเทคโนโลยีจะไม่มีความหมายเลย หากคนไม่พร้อม เราจึงลงทุนกับคนควบคู่ไปกับระบบ
เป้าหมายระยะยาว พาอะไหล่ “POP” สู่เวทีโลก
เมื่อถามถึงเป้าหมายระยะยาว นายชวิศตอบอย่างชัดเจนว่า “เราต้องการให้ POP เป็นแบรนด์อะไหล่ไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และพิสูจน์ว่า SME ไทยก็สามารถผลิตสินค้าคุณภาพระดับโลกได้”
ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ของชลิต อินดัสทรีฯได้รับการรับรองมาตรฐานระดับสากลที่สำคัญ อาทิ Thailand Trust Mark (T MARK) ระบบ IATF 16949:2016 ISO9001 และการทดสอบในด้านต่างๆ อาทิ Tensile , Hardness เเละ MDR พร้อมมีเครือข่ายจัดจำหน่ายครอบคลุมเอเชีย แอฟริกา ตะวันออกกลาง ออสเตรเลีย อเมริกาใต้ และยุโรปตะวันออก
อย่างไรก็ตาม การแข่งขันจะเข้มข้นขึ้น “ผู้เล่นที่จะอยู่รอด ไม่ใช่คนที่ขายถูกที่สุด แต่คือคนที่สร้างความเชื่อมั่นได้มากที่สุด เพราะลูกค้ายุคนี้ไม่ได้มองแค่ราคาอีกต่อไป แต่มองที่มาตรฐาน ความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือ
โดยนายชวิศ เชื่อมั่นว่า ชลิต อินดัสทรีฯ มีจุดแข็งที่ทำให้แบรนด์ POP สามารถแข่งขันในตลาดได้ โดยสรุปจุดแข็งไว้ 4 ด้าน ได้แก่ ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านชิ้นส่วนยางช่วงล่าง ระบบควบคุมคุณภาพที่เข้มงวด ความเข้าใจตลาดไทยอย่างลึกซึ้ง และความยืดหยุ่นในการพัฒนาสินค้าใหม่ๆออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง
การเดินหน้าลงทุนของชลิต อินดัสทรี ไม่ใช่เพียงการขยายธุรกิจ แต่สะท้อนภาพการปรับตัวของผู้ผลิตไทยยุคใหม่ ที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากการแข่งขันด้านราคา สู่การแข่งขันด้วยมาตรฐาน ระบบ และนวัตกรรม
สำหรับนายชวิศ นี่ไม่ใช่แค่การพัฒนาแบรนด์ POP แต่คือการพิสูจน์ศักยภาพของอุตสาหกรรมไทยบนเวทีโลก
“เราเชื่อว่าอะไหล่ไทยสามารถไปได้ไกลกว่าที่หลายคนคิด และเรากำลังทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นจริง” นายชวิศ กล่าวสรุป
ผู้สนใจข้อมูลเพิ่มเติม ดูรายละเอียดที่เว็บไซต์ www.chalitindustry.com โทรศัพท์ 02-802-6400