xs
xsm
sm
md
lg

KTX ปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่หนุนรายได้ทะลุ 1.3 พันล.

เผยแพร่:   ปรับปรุง:




กรุงไทย เอ็กซ์สปริง ตั้งเป้ารายได้ปี 69 แตะ 1,300 ล้านบาท ปรับสัดส่วนรายได้ดันธุรกิจ Non-brokerage ขึ้นเป็น 50% เท่า รายได้ Brokerage เจาะผ่าน 4 ช่องทางทั้ง Derivatives Warrants , Structured Products , ตราสารหนี้ในและต่างประเทศ และตัวแทนขายกองทุนรวม จับมือ 2 ผู้ถือหุ้น ทั้ง KTB และ XPG ทำงานใกล้ชิดส่งต่อลูกค้าใน Ecosystem ออกผลิตภัณฑ์ที่ตรงใจที่สุด พร้อมยกระดับบริการด้านข้อมูล และบทวิเคราะห์ เข้มข้นขึ้น พร้อมเปิดตัว DW18 ลงทุนอ้างอิง 7 ดัชนีหลักในภูมิภาคเอเชีย ครั้งแรกในไทยที่ครอบคลุม HSI, HSCEI, HSTECH, NIKKEI 225, VN30, KOSPI200 และ KOSDAQ150 เพิ่มช่องให้นักลงทุนไทยเข้าถึงการลงทุนในตลาดเอเชียได้สะดวกยิ่งขึ้นสนใจคลิก https://www.ktxinvestme.com/th


ม.ล. ทองมกุฎ ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ กรุงไทย เอ็กซ์สปริง จำกัด (KTX) เปิดเผยว่าปี 2026 KTX ได้วางแผนธุรกิจในการเดินหน้ากลยุทธ์ธุรกิจเชิงรุก เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมหลักทรัพย์ทั้งในประเทศไทยและระดับภูมิภาค ผ่านกลยุทธ์ทางธุรกิจในการยกระดับสู่การเป็นบริษัทหลักทรัพย์ที่มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการการลงทุนที่ครบถ้วน หลากหลาย และตอบโจทย์นักลงทุนได้ครอบคลุมทุกกลุ่มมากยิ่งขึ้น โดยเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์การลงทุน ข้อมูล บทวิเคราะห์ เครื่องมือการลงทุน และบริการที่เกี่ยวข้องไว้ในระบบนิเวศเดียวกัน พร้อมทั้งเดินหน้าต่อยอดความแข็งแกร่งจากโครงสร้างผู้ร่วมลงทุน 2 ฝั่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (KTB) สถาบันการเงินชั้นนำของประเทศที่มีฐานลูกค้าและเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศ และ บริษัท เอ็กซ์สปริง แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) (XPG) ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนและนวัตกรรมทางการเงิน เพื่อเสริมศักยภาพในการพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนที่หลากหลายและตอบโจทย์นักลงทุนยุคใหม่ ซึ่งในปีนี้จะทำงานร่วมกับ 2 ผู้ถือหุ้นอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการออกผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการจากลูกค้าให้มากที่สุด

โดยในปีนี้ KTX ได้ตั้งเป้าหมายรายได้รวมไว้ที่ 1,300 ล้านบาท เติบโต 30% จากปีก่อน และมีเป้าหมายเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดเป็น 2.4 % จากเดิมที่มีสัดส่วน 2% โดยปีนี้มีการปรับโครงสร้างรายได้ครั้งสำคัญด้วยการลดสัดส่วนรายได้จากธุรกิจนายหน้าค้าหลักทรัพย์ (Brokerage) เป็น 50% และเพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจที่ไม่ใช่นายหน้า (Non-brokerage) เป็น 50% จากเดิมที่มีโครงสร้างรายได้เป็น 60 : 40 อย่างไรก็ดีในส่วนของรายได้ Non-brokerage ที่จะเพิ่มขึ้นมานั้น มาจาก 4 ธุรกิจหลัก ดังนี้
1ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ (Derivatives Warrants – DW) เปิดโอกาสการลงทุนสู่ดัชนีชั้นนำของเอเชีย พร้อมเพิ่มทางเลือกและความยืดหยุ่นในการลงทุน

2ผลิตภัณฑ์ Structured Products ตอบโจทย์นักลงทุนที่ต้องการความซับซ้อนด้านการลงทุนมากขึ้น
3ตราสารหนี้ และ Bond Connect ขยายโอกาสการลงทุนที่กว้างขึ้น
4ตัวแทนขายกองทุนรวม เพื่อเพิ่มทางเลือกผลิตภัณฑ์ให้ลูกค้าอย่างครบถ้วน

ขณะเดียวกันในส่วนของในธุรกิจ Brokerage ยังคงมีทิศทางการเติบโตที่แข็งแกร่งเช่นกัน ซึ่งเป็นไปตามภาวะตลาดหุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าในทุกกลุ่มลูกค้า ประกอบกับ KTX มีฐานที่มั่นคงสำหรับโดยเฉพาะการเป็นผู้นำในการซื้อขายตลาดตราสารแสดงสิทธิการลงทุนหุ้นต่างประเทศ (DR) โดยตั้งเป้าขยายส่วนแบ่งการตลาดการซื้อขายผลิตภัณฑ์ DR เป็น 30% ในปี 2026 เพื่อรักษาตำแหน่ง อันดับ 1 ในตลาด DR และเสริมบทบาทของ KTX ในฐานะผู้ให้บริการผลิตภัณฑ์ลงทุนต่างประเทศที่ตอบโจทย์นักลงทุนไทย

จากแผนธุรกิจที่กล่าวมาข้างต้น KTX ได้เดินตามโรดแมปมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ DW18 ซึ่งเน้นการลงทุนอ้างอิงดัชนีหลักในภูมิภาคเอเชีย ครอบคลุม 7 ดัชนีสำคัญ ได้แก่ HSI, HSCEI, HSTECH, NIKKEI225, VN30, KOSPI200 และ KOSDAQ150 โดย KTX ถือเป็นผู้บุกเบิกตลาด DW อ้างอิงดัชนีเกาหลีใต้ในประเทศไทย ผ่านการนำ KOSPI200 และ KOSDAQ150 เข้ามาเป็นสินทรัพย์อ้างอิงเป็นรายแรกของอุตสาหกรรม สะท้อนบทบาทของ KTX ในการขยายขอบเขตการลงทุนและสร้างทางเลือกใหม่ เพื่อให้นักลงทุนไทยสามารถเข้าถึงโอกาสการลงทุนในตลาดเอเชียได้สะดวกยิ่งขึ้น ผ่านบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ไทย และระบบการซื้อขายในช่องทาง Streaming ที่คุ้นเคย 

นอกจากนี้ KTX ได้เพิ่มบริการ KTXInvestMe แพลตฟอร์มที่เป็น Investment Hub เรื่องการลงทุน DW พร้อมเครื่องมือจาก TradingView ถือเป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญของกลยุทธ์ KTX ในการสร้าง Investment Hub ที่รองรับทั้งข้อมูลผลิตภัณฑ์ บทวิเคราะห์ คอนเทนต์ความรู้ และเครื่องมือการลงทุนสำหรับ DW โดยเฉพาะ นักลงทุนที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ https://www.ktxinvestme.com/th