xs
xsm
sm
md
lg

ผ่าวิกฤตกุ้งไทยครึ่งปีแรก! ส่งออกสะดุด สูญรายได้ ลุ้น FTA ไทย-EU และตลาดจีนพลิกฟื้นครึ่งปีหลัง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



อุตสาหกรรมกุ้งไทยยังต้องเผชิญความท้าทายรอบด้านในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 หลังตลาดส่งออกหลักอย่างสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นชะลอตัวต่อเนื่อง ขณะที่ต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าคู่แข่งส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

นายเอกพจน์ ยอดพินิจ นายกสมาคมผู้เลี้ยงกุ้งไทย เปิดเผยว่า แม้กุ้งไทยจะได้รับการยอมรับในตลาดโลกด้านคุณภาพ รสชาติ และมาตรฐานความปลอดภัยจากสารตกค้าง แต่ปัจจัยด้านราคายังคงเป็นข้อจำกัดสำคัญในการแข่งขัน โดยปัจจุบันกุ้งไทยมีราคาสูงกว่าคู่แข่งสำคัญอย่างเอกวาดอร์และอินเดียเฉลี่ยประมาณ 1 ดอลลาร์สหรัฐต่อปอนด์

สาเหตุหลักมาจากต้นทุนแฝงจากปัญหาโรคกุ้งที่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรไทยมาอย่างยาวนาน ขณะที่ประเทศคู่แข่งสามารถยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและควบคุมความเสียหายจากโรคได้ดีกว่า

ปัจจุบันเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งไทยยังเผชิญปัญหาโรคสำคัญ 4 ชนิด ได้แก่ โรคตัวแดงดวงขาว โรคขี้ขาว โรค EMS และโรคหัวเหลือง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่ออัตราการรอดและผลผลิต ทำให้ต้นทุนการเลี้ยงสูงขึ้นจนไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับตลาดโลกได้ ส่งผลให้ผู้ซื้อรายใหญ่ในต่างประเทศทยอยหันไปนำเข้าจากเอกวาดอร์ อินเดีย และเวียดนามมากขึ้น

สมาคมผู้เลี้ยงกุ้งไทยจึงเสนอให้รัฐบาลยกระดับการแก้ปัญหาโรคกุ้งเป็น “วาระแห่งชาติ” พร้อมผลักดันมาตรการฟื้นฟูอุตสาหกรรมกุ้ง 11 ด้าน ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาพ่อแม่พันธุ์และลูกพันธุ์ การยกระดับประสิทธิภาพการเลี้ยง การป้องกันโรค และการบริหารจัดการต้นทุนพลังงาน โดยใช้งบประมาณราว 5,500 ล้านบาท

นายเอกพจน์ระบุว่า งบประมาณดังกล่าวถือเป็นการลงทุนเพื่อฟื้นฟูศักยภาพอุตสาหกรรมและดึงรายได้ส่งออกที่เคยสูงกว่า 100,000 ล้านบาทต่อปีกลับคืนมา หลังปัจจุบันไทยสูญเสียรายได้จากการส่งออกกุ้งไปแล้วกว่า 60,000 ล้านบาทต่อปี และในช่วง 12-13 ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมกุ้งไทยสูญเสียรายได้สะสมมากกว่า 700,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม แม้ภาพรวมตลาดโลกยังมีความไม่แน่นอน แต่สมาคมฯ มองว่าครึ่งปีหลังยังมีโอกาสฟื้นตัวจากสองตลาดสำคัญ ได้แก่ จีน และสหภาพยุโรป (EU)

สำหรับตลาดจีน ยังคงเป็นตลาดที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยกุ้งไทยได้รับความนิยมจากผู้บริโภคจีนในด้านขนาด รสชาติ สีสัน และมาตรฐานความปลอดภัย อีกทั้งยังมีโอกาสขยายตลาดไปยังมณฑลชั้นในที่มีศักยภาพสูง หากภาครัฐและภาคเอกชนร่วมกันทำตลาดเชิงรุกผ่านงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติและการเปิดตลาดใหม่

ขณะเดียวกัน ความคืบหน้าการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทยและสหภาพยุโรป ถือเป็นอีกหนึ่งความหวังสำคัญของอุตสาหกรรมกุ้งไทย หลังจากในอดีตไทยเคยส่งออกกุ้งไปยังตลาด EU ได้มากถึง 60,000 ตันต่อปี ก่อนสูญเสียความสามารถในการแข่งขันจากภาระภาษีนำเข้าระดับ 14-21% และการถูกตัดสิทธิ GSP

หากการเจรจา FTA สามารถบรรลุผลสำเร็จภายในปีนี้ จะช่วยเพิ่มโอกาสให้กุ้งไทยกลับมาแข่งขันในตลาดยุโรปได้อีกครั้ง และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อการส่งออกในระยะยาว

นอกจากนี้ สมาคมฯ ยังติดตาม ผลการเจรจาเปิดด่านการค้ากับมาเลเซียอย่างใกล้ชิด โดยคาดหวังว่าการหารือในวันที่ 8 มิถุนายนนี้จะได้ข้อยุติในทางบวก เนื่องจากการปิดด่านที่ผ่านมาได้ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างอย่างหนัก ทำให้เกิดภาวะสินค้าล้นตลาดและราคาปรับตัวลดลง

พร้อมกันนี้ สมาคมฯ เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ ผ่านมาตรการในลักษณะเดียวกับโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซึ่งเคยช่วยเพิ่มการบริโภคกุ้งและสร้างสภาพคล่องให้กับเกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเชื่อว่าการสนับสนุนให้คนไทยบริโภคกุ้งมากขึ้นจะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการประคับประคองอุตสาหกรรมให้ผ่านพ้นวิกฤตในช่วงเศรษฐกิจโลกชะลอตัวได้.