กรมพัฒนาธุรกิจการค้าสแกนนอมินีย่านห้วยขวาง พบกลุ่มเสี่ยง 53 ราย มีทุนจดทะเบียนตั้งแต่ 1 ล้าน ถึง 4,999 ล้าน ส่งข้อมูล ปปง.ตรวจสอบเส้นทางการเงินแล้ว พร้อมส่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสอบเชิงลึก และดำเนินการตามอำนาจ และลงพื้นที่กวาดล้าง จัดระเบียบอีกรอบ ส่วนร้านที่ไม่รับชำระเป็นเงินบาท เคยตรวจแล้ว เรียกมาแล้ว แต่ไม่มา เรียกซ้ำอีก และส่งข้อมูลหน่วยงานเกี่ยวข้องฟัน
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ตรวจสอบข้อมูลภาพรวมการทำธุรกิจของต่างชาติในพื้นที่เขตห้วยขวาง พบว่า มีนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงนอมินี ที่มีคนต่างด้าวร่วมถือหุ้นไม่ถึง 50% รวม 53 ราย ที่มีการประกอบธุรกิจตามบัญชีท้าย พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 มีทุนจดทะเบียนตั้งแต่ 1 ล้านบาท ถึง 4,999 ล้านบาท และยังพบอีกว่าบางรายผู้ร่วมถือหุ้นของบริษัทและผู้ทำบัญชีมีรายชื่อตามที่สำนักงาน ปปง. ประกาศรายชื่อว่าเป็น HR-03 โดยได้นำส่งข้อมูลนิติบุคคลให้สำนักงาน ปปง. ตรวจสอบเส้นทางการเงินและธุรกรรมทางการเงินไปก่อนหน้านี้แล้ว ที่เหลือนำส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบเชิงลึก พร้อมทั้งนำส่งข้อมูลให้ชุดปฏิบัติการปราบปรามคนต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสรรพากร และกองบัญชาการตำรวจนครบาล เพื่อดำเนินการตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่ต่อไป
ทั้งนี้ เขตห้วยขวาง เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีชาวต่างชาติอาศัยและประกอบธุรกิจอยู่เป็นจำนวนมาก และเป็นพื้นที่เสี่ยงสูงที่กรมมีการเฝ้าระวังมาอย่างต่อเนื่องว่าอาจมีการประกอบธุรกิจที่หลีกเลี่ยงกฎหมายโดยเฉพาะนอมินี และได้ลงพื้นที่ตรวจสอบหลายครั้ง รวมทั้งส่งข้อมูลให้สำนักงาน ปปง. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และกรมสรรพากร ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่มาโดยตลอด
โดยล่าสุด คณะทำงานปราบปรามสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ยังได้บูรณาการความร่วมกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และกรมการจัดหางาน ลงพื้นที่เขตห้วยขวาง เพื่อตรวจสอบและกวาดล้างธุรกิจผิดกฎหมาย พร้อมทั้งจัดระเบียบพื้นที่อย่างเด็ดขาดอีกครั้งหนึ่ง และขอย้ำว่าจะดำเนินการบังคับใช้กฎหมายที่อยู่ในความรับผิดชอบอย่างเด็ดขาดและจริงจัง รวมถึงร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหาต่อไป
สำหรับกรณีสื่อหลายสำนักได้นำเสนอข่าวว่ามีร้านอาหารไม่รับชำระเงินเป็นเงินบาทนั้น จากการตรวจสอบข้อมูลนิติบุคคล พบว่า ร้านอาหารดังกล่าวจดทะเบียนบริษัท เมื่อปี 2567 แจ้งการประกอบธุรกิจร้านอาหาร ร้านเครื่องดื่ม ร้านคาเฟ่ ร้านกาแฟ ร้านเบเกอรี และร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด มีผู้ถือหุ้นคนไทย 1 ราย ร่วมถือหุ้นกับคนจีน 2 ราย ในสัดส่วน 51% ต่อ 49% โดยก่อนหน้านี้ กรมได้ลงพื้นที่ตรวจสอบบริษัทรายนี้แล้ว พร้อมทั้งเรียกให้กรรมการและผู้ถือหุ้นชี้แจงข้อเท็จจริง แต่ปรากฏว่าทั้งบริษัทและผู้ถือหุ้นไม่ยอมเข้าชี้แจงข้อเท็จจริงกับกรม จึงถือเป็นความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งสารวัตรใหญ่บัญชี ซึ่งขณะนี้กรมอยู่ระหว่างดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาและเรียกให้ชำระค่าปรับตามกฎหมาย พร้อมส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบเชิงลึกและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด