xs
xsm
sm
md
lg

“พิมพ์ใจ”ชูนโยบาย5I ยกระดับอุตฯสู่ Smart Industry ดัน “ขนส่งระบบราง”เป็น New Growth Engine 1ใน8คลัสเตอร์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



“พิมพ์ใจ” เผยนโยบายบริหารงานส.อ.ท. ชู “5I” ยกระดับอุตฯสู่ Smart Industry ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว หนุน “อุตฯขนส่งทางราง” ซึ่งเป็นNew Growth Engine ชี้ 1ใน 8คลัสเตอร์เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมไทย

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) แถลงนโยบายการบริหารงาน ส.อ.ท. วาระปี 2569–2571 ภายใต้แนวคิด “The New Chapter of Thai Industry : Empowering Growth with 5I” เพื่อขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทยให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ทั้งด้านเทคโนโลยี ภูมิรัฐศาสตร์ สิ่งแวดล้อม และพฤติกรรมผู้บริโภค พร้อมแนะนำคณะกรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย วาระปี 2569-2571 ที่จะเข้ามาร่วมขับเคลื่อนภารกิจสำคัญของ ส.อ.ท. ในช่วง 700 วันข้างหน้า


โครงสร้างการบริหารงานของ ส.อ.ท. วาระใหม่ ได้ให้ความสำคัญกับการบูรณาการการทำงานระหว่างกลุ่มอุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมจังหวัด และเครือข่ายพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงาน และตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ คณะกรรมการ ส.อ.ท. จะร่วมกันดูแลและผลักดันยุทธศาสตร์สำคัญขององค์กร ทั้งด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมอัจฉริยะ การส่งเสริมนวัตกรรม การค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ การปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรม รวมถึงการยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า การบริหารงานในวาระนี้ จะเน้นการทำงานแบบบูรณาการและเชิงรุกมากขึ้น เพื่อให้ ส.อ.ท. สามารถทำหน้าที่เป็น “ศูนย์กลางความร่วมมือของภาคอุตสาหกรรมไทย” และเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจของประเทศ

ขณะนี้ภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งจากการแข่งขันที่รุนแรง การเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี การกีดกันทางการค้า ต้นทุนพลังงาน รวมถึงแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมและมาตรฐานความยั่งยืนจากทั่วโลก ซึ่งล้วนส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SME ที่จำเป็นต้องเร่งปรับตัว

“ส.อ.ท.จะทำหน้าที่เป็นทั้งผู้ผลักดัน ผู้เชื่อมโยง และผู้สนับสนุนภาคอุตสาหกรรมไทยให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลก เราจะทำงานเชิงรุกมากขึ้น เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขัน เติบโต และสร้างโอกาสใหม่ได้อย่างยั่งยืน”


ยุทธศาสตร์สำคัญ 5 ด้าน เพื่อเป็นกรอบการดำเนินงานตลอดวาระปี 2569–2571 ประกอบด้วย I1 : Intelligent Industry
ยกระดับอุตสาหกรรมไทยด้วย AI และ Automation

ส.อ.ท. จะผลักดันการนำเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI)ระบบอัตโนมัติ (Automation & Robotics) และระบบการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) มาใช้ในภาคอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และยกระดับโรงงานไทยสู่ Smart Factory และ Smart OEM รวมถึงสนับสนุนการใช้ระบบ Data-driven Manufacturing อาทิ การวิเคราะห์ข้อมูลแบบ Real-time การควบคุมคุณภาพด้วยระบบอัตโนมัติ และการเชื่อมโยงข้อมูลตลอดสายการผลิต เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการตัดสินใจ และผลักดันความร่วมมือกับภาครัฐและสถาบันการเงิน เพื่อพัฒนาเครื่องมือทางการเงิน เช่น AI & Automation Transition Loan สำหรับช่วยผู้ประกอบการในการลงทุนด้านเทคโนโลยีและการเปลี่ยนผ่านสู่ Smart Industry

I2 : Innovation & Creative Industry
เปลี่ยนผ่านจาก OEM สู่ Brand & IP
ส.อ.ท. จะเร่งปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมไทย จากการพึ่งพาการรับจ้างผลิต ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ และทรัพย์สินทางปัญญา โดยจะผลักดันแนวคิด Industry-driven R&D หรือการให้อุตสาหกรรมเป็นผู้กำหนดโจทย์งานวิจัย เพื่อให้การพัฒนาเทคโนโลยีสามารถตอบโจทย์การใช้งานจริงเชิงพาณิชย์ และลดช่องว่างระหว่างงานวิจัยกับภาคอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ จะบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรม สถาบันวิจัย มหาวิทยาลัย และแหล่งทุน เพื่อพัฒนานวัตกรรมในลักษณะนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์เป้าหมายสำคัญ (Agenda-based Innovation) รวมถึงส่งเสริมอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (Health & Wellness) อาหารแห่งอนาคต (Future Food) เทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) และระบบขนส่งทางราง

I3 : International Alliance & Network
ผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานระดับโลก (Global Supply Chain Hub)
ส.อ.ท. จะใช้จุดแข็งของประเทศไทย ทั้งด้านทำเลที่ตั้ง โครงสร้างพื้นฐาน และความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ เพื่อสร้างบทบาทของไทยในห่วงโซ่อุปทานโลก โดยจะเร่งสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ (Strategic Alliance) กับประเทศคู่ค้า นักลงทุน และเครือข่ายอุตสาหกรรมระดับสากล เพื่อขยายโอกาสทางการค้าและดึงดูดการลงทุนใหม่เข้าสู่ประเทศ พร้อมผลักดันการเชื่อมโยงซัพพลายเชนแบบครบวงจร (Supply Chain Integration) ทั้งในประเทศและระดับภูมิภาค และ ดำเนินนโยบายเชิงรุกด้านการเสริมสร้างการขยายส่วนแบ่งตลาด (Market Penetration Enhancement) เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในการเข้าถึงตลาดต่างประเทศ เพิ่มส่วนแบ่งตลาด และลดข้อจำกัดในการดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศ

I4 : Industrial Infrastructure Reform
ปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรม
ส.อ.ท. จะผลักดันการแก้ไขข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย ทั้งด้านพลังงาน กฎหมาย การค้า และทุนมนุษย์
ในด้านพลังงาน จะสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด และเพิ่มทางเลือกในการเข้าถึงพลังงานต้นทุนเหมาะสม เพื่อลดภาระต้นทุนของผู้ประกอบการ ในด้านกฎหมาย จะผลักดันการปรับปรุงกฎระเบียบที่ล้าสมัย เพื่อลดขั้นตอนและอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ

ขณะเดียวกัน จะพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าด้านมาตรการเยียวยาทางการค้า (Trade Remedy Early Warning System) โดยใช้ AI เฝ้าระวังการทุ่มตลาดล่วงหน้า และเร่งรัดมาตรการปกป้องทางการค้า เพื่อช่วยปกป้องอุตสาหกรรมไทยจากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม พร้อมเดินหน้าผลักดันนโยบาย MiT Plus (Made in Thailand) เพื่อเพิ่มสัดส่วนการใช้สินค้าไทย และยกระดับห่วงโซ่อุตสาหกรรมภายในประเทศ

I5 : Inclusive Sustainability
สร้างการเติบโตที่สมดุลและยั่งยืน
ส.อ.ท. จะสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Transition) และเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมส่งเสริมให้ผู้ประกอบการนำหลัก ESG มาใช้ในการบริหารจัดการ เพื่อเพิ่มความโปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว


นางพิมพ์ใจ กล่าวว่าในไตรมาส2/69 แนวโน้มอุตสาหกรรมที่มีจะขยายจากปัจจัยตลาดต่างประเทศขยายตัว คือ ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องปรับอากาศ อาหารและเครืรองดื่ม ผลิตภัณฑ์ยาง ,หากความต้องการในประเทศที่ขยายตัวขึ้น อาทิ เครื่องสำอาง ยา เครื่องมือทางการแพทย์ น้ำมันปาล์ม ส่วนอุตสาหกรรมที่จะขยายตัวหากภาครัฐสนับสนุน อาทิ ยานยนต์ไฟฟ้า เครื่องจักรกลและระบบอัตโนมัติ เทคโนโลยีชีวภาพ พลังงานหมุนเวียน ดิจิทัล(Data Center)

ทั้งนี้ ส.อ.ท. ตั้ง 8 คลัสเตอร์เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรม ประกอบด้วย อาหารและผลิตผลทางการเกษตร ,แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ ,ผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงาม ,วิศวกรรมเครื่องจักรสนับสนุนการผลิต ,ยานยนต์แห่งอนาคต ,ปิโตรเคมี ,วัสดุก่อสร้าง และอุตสาหกรรมขนส่งทางราง ซึ่งเป็นNew Growth Engine