xs
xsm
sm
md
lg

“ศุภจี”แก้เกมสหรัฐฯ ขึ้นภาษี12.5% เร่งปิดดีล ART ให้จบ ดึงตัวเลขลดลง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



“ศุภจี”เร่งปิดดีลเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) กับสหรัฐฯ ให้จบภายในเดือน มิ.ย.69 หลังสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ประกาศผลไต่สวนเบื้องต้นคู่ค้า 60 ประเทศ ตามมาตรา 301 เก็บภาษีไทยภายใต้ข้อหานำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับที่ 12.5% เพื่อกดภาษีให้ต่ำลงมาจากเดิม ล่าสุดมี 25 เรื่องที่ยังติดค้าง ส่วนประเด็นการผลิตส่วนเกิน 3 อุตสาหกรรม คาดประกาศผล มิ.ย.นี้ ลุ้นไทยรอด

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ประกาศผลไต่สวนเบื้องต้นคู่ค้ากว่า 60 ประเทศ รวมถึงไทย ตามมาตรา 301 กฎหมายการค้า ข้อหาการนำเข้าสินค้าจากประเทศที่ใช้แรงงานบังคับ ว่า ผลการไต่สวนครั้งนี้ แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรก 46 ประเทศ รวมถึงไทย ยังไม่มีการบังคับใช้กฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับ และยังไม่ลงนามความตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade: ART) กับสหรัฐฯ จะโดนเก็บภาษี 12.5% ส่วนกลุ่มสอง 14 ประเทศ จะโดนภาษี 10% ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าที่ใช้แรงงานบังคับหรือลงนามความตกลงการค้าต่างตอบแทนกับสหรัฐฯ แล้ว

โดยสาเหตุที่ไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มภาษี 12.5% คาดว่า ไม่ได้เกิดจากปัญหาแรงงานบังคับภายในประเทศอย่างเดียว แต่มาจากการที่ไทยยังขาดกฎหมายควบคุมการนำเข้าสินค้าจากประเทศที่สาม ซึ่งขณะนี้กระทรวงแรงงานกำลังดำเนินการอยู่ ประกอบกับขณะนี้ไทยยังไม่ได้ลงนามความตกลงการค้าต่างตอบแทนกับสหรัฐฯ แต่กระทรวงพาณิชย์ ในนามทีมไทยแลนด์กำลังเดินหน้าปิดดีลการเจรจาความตกลง ART กับสหรัฐฯ ให้จบเร็วที่สุดภายในเดือน มิ.ย.2569 และหากสรุปได้ คาดหวังว่าจะมีเหตุผลในการปรับลดภาษีของไทยลงมาอยู่ที่ 10%

“ขณะนี้การเจรจายังติดค้างอยู่ 25 เรื่อง กระจายในหลายกระทรวง ซึ่งกำลังเร่งแก้ปัญหาให้เร็วที่สุด และยังได้ให้ผู้แทนการค้าไทยเดินทางไปยังกรุงวอชิงตัน ดีซี. ติดตามการเจรจาช่วงโค้งสุดท้ายอย่างใกล้ชิดเป็นเวลา 2 สัปดาห์ โดยผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ยืนยันจะจัดลำดับความสำคัญการเจรจากับไทยไว้อันดับต้น ๆ และไทยจะมุ่งเจรจาเพิ่มรายการสินค้าที่เป็นข้อยกเว้นภาษีให้มากขึ้น”นางศุภจีกล่าว

สำหรับกรอบเวลาการเจรจามาตรา 301 สหรัฐฯ กำหนดไว้วันที่ 22 มิ.ย.2569 เป็นวันสุดท้ายที่เปิดให้ไทยยื่นคำขอเข้าร่วมการรับฟังความคิดเห็น จากนั้นวันที่ 6 ก.ค.2569 ให้ยื่นข้อคิดเห็นเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อโต้แย้งภาษีหรือขอเพิ่มหรือถอดรายการสินค้า ถัดไปวันที่ 7 ก.ค.2569 จะเริ่มการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ และวันที่ 12 ก.ค.2569 ให้ไทยส่งข้อโต้แย้ง โดยคาดว่า กระบวนการพิจารณาทั้งหมดจะจบและประกาศใช้ภาษีก่อนวันที่ 24 ก.ค.2569

นางศุภจีกล่าวว่า ปัจจุบันไทยมีสินค้าส่งออกไปสหรัฐฯ กว่า 1 หมื่นรายการ หากขึ้นภาษีส่วนนี้ จะกระทบทั้งหมด ยกเว้นสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษี 1,655 รายการ ซึ่งอยู่ในบัญชี Annex A ได้แก่ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และไอที อาทิ คอมพิวเตอร์พกพา, ฮาร์ดดิสก์, สมาร์ตโฟน, วงจรรวม , แผงจอภาพ กลุ่มยางพารา อาทิ น้ำยางธรรมชาติ , ยางแผ่นรมควัน , ยางแท่ง กลุ่มเกษตรและอาหารแปรรูป อาทิ แป้งมันสำปะหลัง , ทุเรียนและผลไม้เมืองร้อน , สับปะรดแปรรูป, ผลิตภัณฑ์จากมะพร้าว, เครื่องเทศ (ขิง, ขมิ้น, เครื่องแกง) กลุ่มอุตสาหกรรมอากาศยานพลเรือน อาทิ เครื่องยนต์เทอร์โบเจต, ยางล้อเครื่องบิน, ที่นั่งบนเครื่องบิน กลุ่มโลหะมีค่า อาทิ ทองคำแท่ง, เงินแท่ง ส่วนสินค้าที่เหลืออีกกว่า 8,000 รายการ จะถูกเก็บภาษีแบบเพิ่มขึ้นจากอัตราเดิมที่มีอยู่แล้ว

สำหรับข้อกล่าวหาไต่สวนเรื่องกำลังการผลิตส่วนเกินใน 3 อุตสาหกรรม ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ ยางพารา และเครื่องจักร คาดว่าสหรัฐฯ จะประกาศผลกลางเดือน มิ.ย.2569 ซึ่งไทยพร้อมใช้ตัวเลขและข้อมูลในการพิสูจน์ โดยข้อมูลจากกระทรวงอุตสาหกรรม และผู้ผลิตของไทย พบว่า ทั้ง 3 กลุ่ม ไทยมีการใช้กำลังการผลิตอยู่ระหว่าง 70-95% ซึ่งแตกต่างจากข้อมูลของสหรัฐที่ระบุ 60% อย่างสิ้นเชิง แต่แม้ไทยจะมั่นใจในข้อมูล ก็ไม่อาจการันตีผลได้ว่าสหรัฐฯ จะยอมรับการชี้แจงหรือไม่ สิ่งสำคัญ คือ ไทยต้องเร่งปิดการเจรจาความตกลงภาษีต่างตอบแทนให้ได้ก่อน เพราะหากจบไม่ทันกรอบเวลา สินค้าไทยในกลุ่มที่โดนข้อหากำลังผลิตส่วนเกิน มีความเสี่ยงจะถูกภาษีซ้อนกันหลายชั้น รวมถึงสหรัฐฯ ยังสามารถใช้มาตรา 232 เป็นเครื่องมือในการขึ้นภาษีกับคู่ค้าอื่นอีกด้วย