ตลาดคริปโทเคอร์เรนซีเผชิญภาวะร่วงรุนรนแรงเพียงชั่วข้ามคืน หลังจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ปะทุเดือด เมื่ออิหร่านเปิดฉากโจมตีสนามบินนานาชาติคูเวตและช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยงอย่างตื่นตระหนก เม็ดเงินกว่า 700 ล้านดอลลาร์ในสถานะ Long ถูกล้างพอร์ตบังคับขายทิ้งภายในเวลาเพียง 12 ชั่วโมง เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่ฉุดราคาบิทคอยน์ให้ร่วงลงไปทดสอบแนวรับสำคัญ แต่ยังดึงมูลค่าตลาดรวมร่วงลงเหลือ 2.31 ล้านล้านดอลลาร์ สะท้อนภาพความเปราะบางของตลาดที่เผชิญทั้งปัจจัยลบภายนอกและแรงกดดันจากสถานะเลเวอเรจที่สะสมมานานจนถึงจุดระเบิด
จุดปะทุสำคัญเริ่มต้นขึ้นเมื่อโดรนของอิหร่านโจมตีสนามบินนานาชาติคูเวตในช่วงเช้าวันพุธ ส่งผลให้โครงสร้างอาคารเสียหายอย่างหนัก มีผู้ได้รับบาดเจ็บ และต้องระงับการจราจรทางอากาศทั้งหมด พลจัตวา ซาอุด อับดุลอาซิซ อัล-โอไตบี โฆษกกระทรวงกลาโหมคูเวต ประณามเหตุการณ์นี้ว่าเป็น "การรุกรานที่ก่ออาชญากรรมโดยอิหร่าน" ด้านกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ได้ตอบโต้ด้วยการโจมตีสถานีควบคุมภาคพื้นดินทางทหารของอิหร่านบนเกาะเคชม์ ซึ่งตั้งอยู่ลึกเข้าไปในช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ออกมาเตือนว่าการแทรกแซงความมั่นคงในช่องแคบฮอร์มุซจะทำให้กองทัพสหรัฐฯ ต้องจ่ายราคาแพง ทันทีที่คำขู่นี้สะพัดออกไป ตลาดการเงินโลกก็ตอบสนองด้วยการเทขายสินทรัพย์เสี่ยงในทันที
คำถามที่ว่าเหตุใดตลาดคริปโทเคอร์เรนซีจึงดิ่งลงอย่างรุนแรงเช่นนี้ สามารถอธิบายได้ด้วยสองปัจจัยหลักที่เข้ามาปะทะพร้อมกัน นั่นคือแรงกระแทกจากวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์และภาวะหนี้เลเวอเรจที่ล้นตลาดซึ่งรอวันปะทุมานาน การก่อตัวของสถานะคงค้าง (Open Interest) ในตลาดฟิวเจอร์สที่อยู่ในระดับสูงต่อเนื่องหลายสัปดาห์ ทำให้โครงสร้างตลาดอยู่ในจุดที่เปราะบางอย่างยิ่ง
เมื่อเกิดปัจจัยแทรกซ้อนที่เหนือการควบคุม อย่างการที่อิหร่านทิ้งระเบิดโจมตีสนามบินคูเวต ตามมาด้วยการตอบโต้ทางการทหารของสหรัฐฯ ที่พุ่งเป้าไปยังเกาะเคชม์ในช่องแคบฮอร์มุซ เหตุการณ์เหล่านี้เปรียบเสมือนการโยนไม้ขีดไฟลงในกองน้ำมัน เปลี่ยนสถานะการลงทุนที่เปราะบางให้กลายเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ของการล้างพอร์ต (Liquidation Cascade) อย่างสมบูรณ์แบบ
ทั้งนี้ บิทคอยน์มีแนวโน้มอ่อนแอลงอยู่ก่อนแล้วจากความตึงเครียดทางการเมืองและแรงกดดันด้านเลเวอเรจในช่วงก่อนหน้า
ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่ลำเลียงน้ำมันดิบทางทะเลราวร้อยละ 20 ถึง 30 ของโลก การหยุดชะงักที่ยืดเยื้อในพื้นที่นี้จึงไม่ใช่แค่ปัญหาความขัดแย้งระดับภูมิภาค แต่คือวิกฤตราคาพลังงานระดับโลก ข่าวการยกระดับความรุนแรงส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งทะยาน สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นจากความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ก็ได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างล้นหลาม
ปรากฏการณ์นี้คือภาพสะท้อนของการโยกย้ายเม็ดเงินออกจากสินทรัพย์เสี่ยง (Risk-off Rotation) ตามตำรา ซึ่งในอดีตมักจะดึงสภาพคล่องออกจากสินทรัพย์เก็งกำไร แม้คริปโทเคอร์เรนซีจะถูกสร้างภาพลักษณ์ให้เป็น "ทองคำดิจิทัล" มานานหลายปี แต่ในยามที่เกิดวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์อย่างแท้จริง คริปโตฯ กลับยังคงแสดงพฤติกรรมเป็นสินทรัพย์เสี่ยงที่มีความผันผวนสูง (High-beta) โดยจะเห็นได้ชัดว่าทิศทางของบิทคอยน์เคลื่อนไหวสอดคล้องกับดัชนีแนสแด็กมากกว่าที่จะสะท้อนมูลค่าตามทองคำ
การปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซโดยกองทัพเรือสหรัฐฯ ที่เริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน ได้ทำให้เรือพาณิชย์ 6 ลำไร้ความสามารถในการเดินเรือ และต้องเปลี่ยนเส้นทางเรืออีก 122 ลำ ปฏิบัติการล่าสุดที่มีการยิงขีปนาวุธเฮลล์ไฟร์ใส่ห้องเครื่องของเรือบรรทุกน้ำมัน M/T Lexie ติดธงบอตสวานา หลังจากลูกเรือเพิกเฉยต่อคำเตือนนาน 24 ชั่วโมง เป็นสัญญาณชัดเจนว่ารัฐบาลวอชิงตันไม่มีเจตนาที่จะประนีประนอม
ขณะเดียวกัน การเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านต้องหยุดชะงักลงในช่วงสุดสัปดาห์ โดย เอสมาอิล บาไก โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน กล่าวหาวอชิงตันว่าเปลี่ยนแปลงจุดยืนอยู่ตลอดเวลา ทางด้าน มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้กล่าวต่อสภาคองเกรสอย่างตรงไปตรงมาว่า "สงครามจบลงแล้ว" ทว่าการโจมตีที่เกิดขึ้นกลับบ่งชี้ไปในทิศทางตรงกันข้าม สภาพแวดล้อมเช่นนี้ไม่ใช่สัญญาณของการลดความรุนแรง และความกังวลว่าตลาดคริปโตฯ อาจพังทลายลงในวงกว้างในปี พ.ศ. 2569 จึงไม่ใช่เรื่องที่หลุดลอยจากความเป็นจริงเมื่อพิจารณาจากบริบทที่เกิดขึ้น
สำหรับแนวโน้มราคาบิทคอยน์ ความเสียหายทางเทคนิคจากเหตุการณ์นี้ถือเป็นเรื่องที่สร้างผลกระทบต่อความเชื่อมั่นการลงทุน บิทคอยน์หลุดระดับแนวรับของต้นทุนเฉลี่ยผู้ถือครองระยะสั้น (Short-Term Holder Realized Price) ซึ่งในอดีตถือเป็นเส้นแบ่งสำคัญระหว่างการปรับฐานเพื่อไปต่อกับการเข้าสู่ภาวะขาลงอย่างเต็มตัว แนวรับทางจิตวิทยาที่ 70,000 ดอลลาร์พังทลายลงพร้อมกับกระแสการเทขายล้างพอร์ต ขณะนี้มูลค่าตลาดรวมของคริปโตฯ กำลังทดสอบแนวรับสำคัญที่ 2 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งแม้บรรดาโต๊ะเทรดอนุพันธ์จะพยายามรักษาระดับนี้ไว้อย่างสุดความสามารถ แต่ก็ไม่มีสิ่งใดการันตีได้
หากการเจรจาลับหลังม่านระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกลับมาดำเนินต่ออย่างเป็นรูปธรรม ความเสี่ยงด้านการเดินเรือในฮอร์มุซลดลง และมีกระแสเงินทุนไหลกลับเข้าสู่กองทุน ETF ภายใน 48 ถึง 72 ชั่วโมง บิทคอยน์อาจสามารถกลับไปยืนเหนือ 70,000 ดอลลาร์ได้อีกครั้ง ซึ่งจะทำให้ฝั่ง Short ถูกบีบให้ปิดสถานะ (Short Squeeze) และผลักดันราคาไปสู่ระดับ 74,000 ถึง 75,000 ดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม ฉากทัศน์นี้จำเป็นต้องอาศัยสัญญาณการลดความตึงเครียดที่ชัดเจน ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีทีท่าว่าจะเกิดขึ้น
ในทางกลับกัน หากความวุ่นวายทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงดำเนินต่อไปโดยไม่มีการยกระดับความรุนแรงเพิ่มเติม ตลาดคริปโตฯ อาจแกว่งตัวอยู่ในกรอบ 66,000 ถึง 70,000 ดอลลาร์ เพื่อรอให้สถานะเลเวอเรจปรับสมดุล และรอตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ รอบถัดไป ทว่าจุดยืนของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่จะตรึงดอกเบี้ยสูงยาวนานขึ้น (Higher-for-longer) ยังคงเป็นเพดานจำกัดการฟื้นตัวของราคา
อย่างไรก็ดีหากมีการโจมตีจากอิหร่านเพิ่มเติม หรือเกิดเหตุการณ์รุนแรงกับเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ในฮอร์มุซ หรือแม้แต่ตัวเลขเงินเฟ้อที่พุ่งสูงกว่าคาดการณ์ อาจเป็นแรงส่งให้บิทคอยน์ร่วงทะลุระดับ 65,000 ดอลลาร์ลงไป ซึ่งจะทำลายโครงสร้างราคาที่ทรงตัวมาตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี พ.ศ. 2569 และเปิดช่องให้ราคาทรุดตัวลงไปสู่ระดับ 60,000 ถึง 62,000 ดอลลาร์ นี่คือสถานการณ์เลวร้ายที่บรรดานักลงทุนและนักวิเคราะห์กำลังประเมินและเตรียมรับมืออย่างเงียบๆ
โดยสรุปแล้ว โครงสร้างตลาดในภาพรวมยังคงอยู่ในทิศทางขาลงตราบใดที่ราคาปิดของบิทคอยน์ยังไม่สามารถกลับมายืนเหนือ 70,000 ดอลลาร์ได้ ทุกการเคลื่อนไหวของราคาที่อยู่ต่ำกว่าระดับนี้ จึงเป็นเพียงการประคองตัวเพื่อจำกัดความเสียหายเท่านั้น