xs
xsm
sm
md
lg

“วิกฤตน้ำสองขั้ว” มาแล้ว ! ไทยพร้อมรับมือแค่ไหน ?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



สทนช. นำขับเคลื่อน "แผนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ รองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ" เต็มรูปแบบ โดยบูรณาการร่วมกับกรมลดโลกร้อน รับมือ “วิกฤตน้ำสองขั้ว” ทั้งภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง และน้ำท่วม ล่าสุดมีความพร้อมในระดับ "กึ่งตั้งรับกึ่งรุก" โดยมีโครงสร้างแผนงานและเทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้นมาก แต่ยังพบข้อจำกัดด้านงบประมาณและช่องว่างในการเชื่อมโยงข้อมูลสู่ระดับท้องถิ่น


•ชี้วิกฤตน้ำสองขั้วลากยาวถึงปีหน้า
"วิกฤตน้ำสองขั้ว" คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเนื่องตลอดทั้งปีนี้ และมีความเสี่ยงสูงที่จะลากยาวไปจนถึงปี 2570 เนื่องจากการซ้อนทับกันระหว่างรอบฤดูกาลตามธรรมชาติและปรากฏการณ์ "ซูเปอร์เอลนีโญ" (Super El Niño) ที่กำลังก่อตัวรุนแรงขึ้น มีการคาดการณ์จากผู้เชี่ยวชาญขององค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติ (NOAA)ประเทศสหรัฐอเมริกา ว่าปรากฏการณ์ Super El Niño อาจเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 โดยมีโอกาสถึง 80% ที่ El Niño จะก่อตัวภายในเดือนสิงหาคมนี้ และมีโอกาสประมาณ 1 ใน 3 ที่จะทวีกำลังรุนแรงจนกลายเป็น “Super El Niño” ในช่วงปลายปี

ไทม์ไลน์ระยะเวลาการเกิดวิกฤตน้ำสองขั้วในแต่ละช่วง สามารถจำแนกความรุนแรงได้ดังนี้

1. ช่วงขั้วแล้งจัด (พฤษภาคม – สิงหาคม 2569)
•ระยะเวลา: ประมาณ 4 เดือน
•สถานการณ์: ปรากฏการณ์เอลนีโญกลับมาเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่ช่วงกลางปี ส่งผลให้เกิด ภาวะฝนทิ้งช่วงระยะยาว ในช่วงปลายเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม ทำให้น้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว (เสี่ยงน้ำเขื่อนลดลงเฉลี่ย 14% ทั่วประเทศ) เกษตรกรนอกเขตชลประทานจะขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรง

2. ช่วงขั้วท่วมหนัก (กันยายน – พฤศจิกายน 2569)
•ระยะเวลา: ประมาณ 3 เดือน
•สถานการณ์: สภาพอากาศจะพลิกกลับอย่างฉับพลัน มรสุมเปลี่ยนทิศทางและมีโอกาสสูงที่จะได้รับอิทธิพลจากพายุหมุนเขตร้อนกระจุกตัว เกิดปรากฏการณ์ฝนตกหนักรุนแรงในเวลาสั้นๆ (Rain Bomb) ซึ่งจะทำให้พื้นที่ที่เคยแห้งแล้งกลายเป็นพื้นที่น้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากทันที โดยมีจังหวัดที่เสี่ยง "สองเด้ง" (ทั้งท่วมทั้งแล้งในพื้นที่เดียวกัน) สูงถึง 43 จังหวัด

3. แนวโน้มระยะยาว (ข้ามปีไปจนถึง 2570)
•ระยะเวลา: คาดว่าลากยาวไปอีก 1-2 ปี
•สถานการณ์: นักวิทยาศาสตร์และหน่วยงานด้านภูมิอากาศ เช่น NOAA ประเมินว่าปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญรอบนี้จะไม่จบลงง่ายๆ ในปีเดียว แต่จะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปจนถึงปี 2570 ซึ่งหมายความว่าหลังจากหมดช่วงฝนตกหนักปลายปีนี้แล้ว ประเทศไทยจะกลับไปเผชิญหน้ากับภัยแล้งที่รุนแรงและยาวนานขึ้นอีกครั้งในช่วงต้นปีหน้า

ไพฑูรย์ เก่งการช่าง
• สทนช. เปิดแผนรับมือวิกฤตน้ำ
นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการ สทนช. กล่าวว่า ตามที่หน่วยงานต่างๆ ได้ร่วมกันขับเคลื่อนมาตรการรองรับฤดูแล้ง ปี 2568/2569 ตามมติคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) และมติคณะรัฐมนตรีอย่างต่อเนื่อง แต่จากการคาดการณ์สภาพอากาศของกรมอุตุนิยมวิทยาและ สสน. พบว่า ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สภาวะเอลนีโญ ซึ่งจะส่งผลให้ปริมาณฝนในปีนี้น้อยกว่าค่าปกติ อาจเกิดภาวะฝนทิ้งช่วงได้ตั้งแต่เดือนมิถุนายนนี้ ดังนั้น จึงต้องวางแผนการบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำและเขื่อนทั่วประเทศอย่างรัดกุมที่สุด เพื่อให้มีน้ำเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคและภาคเกษตรกรรม ซึ่งสอดคล้องกับข้อห่วงใยของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ภัยแล้งอย่างใกล้ชิด เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน

ทั้งนี้ จากการประชุมการรายงานผลการดำเนินงานตามมาตรการรองรับฤดูแล้ง ปี 2568/2569 โดยมี ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากการประชุม สทนช. ใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนบริหารจัดการน้ำ รวมทั้งกำหนดแนวทางเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำในระยะต่อไป

• ส่องแผนและมาตรการรับมือของ สทนช.

1. การบูรณาการข้อมูลและระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning)
• การเชื่อมโยงข้อมูล: สทนช. ร่วมกับ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฯ พัฒนาระบบฐานข้อมูลกลางด้านน้ำและภูมิอากาศ เพื่อการตัดสินใจเชิงนโยบายที่แม่นยำ

• การเตือนภัยระดับพื้นที่: ยกระดับความแม่นยำในการคาดการณ์ความเสี่ยงพื้นที่เปราะบาง เพื่อเตรียมรับมือปรากฏการณ์ผันผวน เช่น เอลนีโญ หรือลานีญา ได้อย่างทันท่วงที

2. การจัดการความเสี่ยงช่วงวิกฤต (Extreme Events Management)
• รับมือฤดูแล้ง: ติดตามมาตรการรองรับฤดูแล้งอย่างใกล้ชิด ประเมินสมดุลน้ำรายตำบล พร้อมทั้งใช้เครื่องมือทางเทคโนโลยีและหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงในการบรรเทาพื้นที่เสี่ยง

• รับมืออุทกภัย: นำเขื่อนและอ่างเก็บน้ำมาเป็นกลไกหน่วงน้ำในช่วงพายุเข้า พร้อมปรับแผนการระบายน้ำตลอดทั้งปีให้เกิดความสมดุล

3. การขับเคลื่อนแผนระดับสากลและระดับภาค
• เวทีระดับโลก: สทนช. เป็นตัวแทนประเทศไทยในการขับเคลื่อนแนวทางการบริหารจัดการน้ำและนำเสนอแผนเพื่อเตรียมความพร้อมเข้าร่วมการประชุมสหประชาชาติ (UN Water Conference)

• การระดมความเห็นระดับภาค: สทนช. เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากตัวแทนภาครัฐ เอกชน และประชาชนในทุกภูมิภาค เพื่อให้แผนตอบโจทย์การแก้ปัญหาด้านน้ำในเชิงพื้นที่อย่างแท้จริง

• 3 จุดแข็ง : ความพร้อมระบบนโยบายและนวัตกรรม


1.ระบบข้อมูลเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning): ประเทศไทยมีความพร้อมสูงมากในส่วนนี้ โดยเฉพาะการเปิดตัวแอปพลิเคชัน ThaiWater New Version (เปิดใช้งาน 6 มิ.ย. 2569) ของ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) ที่เพิ่มฟีเจอร์ "Near Me" แจ้งเตือนความเสี่ยงเฉพาะบุคคลแบบเรียลไทม์

2.กลไกแผนเผชิญเหตุ (9 มาตรการฤดูฝน): สทนช. และคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ได้ถอดบทเรียนและคลอด 9 มาตรการบริหารลุ่มน้ำทั้ง 22 ลุ่มน้ำทั่วประเทศเรียบร้อยแล้ว เพื่อชี้เป้าพื้นที่ฝนทิ้งช่วงและน้ำท่วมล่วงหน้า

3.การสำรองน้ำดิบเชิงพาณิชย์และอุปโภค: การประประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) มีความพร้อมเชิงรุกโดยการปักหมุดพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำดิบ 20 สาขา (ใน 17 จังหวัด) และเร่งจัดหาแหล่งน้ำสำรองและขุดลอกรอไว้ล่วงหน้าแล้ว

• 3 จุดเปราะบาง: ความเสี่ยงที่ยังน่ากังวล

1.ปริมาณน้ำทุนในเขื่อนต่ำเกณฑ์วิกฤต: ข้อมูลพฤษภาคม 2569 ระบุว่า น้ำใช้การทั่วประเทศเหลือเพียง 39% เท่านั้น โดยเฉพาะ พื้นที่ภาคกลาง (มีน้ำใช้การเหลือเพียง 32%-40%) และภาคตะวันออก (36%-41%) ซึ่งถือเป็นโซนเศรษฐกิจและเกษตรกรรมหลัก ทำให้อำนาจในการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรกรรมค่อนข้างตึงตัวและจำกัด

2.งบประมาณยังเน้นการเยียวยามากกว่าการป้องกัน: ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันการศึกษา (เช่น ศูนย์วิจัยความยืดหยุ่นด้านน้ำ จุฬาฯ) มองว่ารัฐบาลไทยยังใช้โครงสร้างงบประมาณไปกับการชดเชยเยียวยาหลังเกิดภัยพิบัติ มากกว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวระยะยาว (Nature-based Solutions)

3.ช่องว่างระหว่างการสั่งการ: แม้จะมี สทนช. เป็นหน่วยงานกลาง แต่ความเชื่อมโยงในการแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติในระดับท้องถิ่น (อปท.) และความเข้าใจของภาคประชาชนในบางลุ่มน้ำยังตัดขาดจากกัน (เช่น ปัญหาแนวคันกั้นน้ำ "จุดฟันหลอ" ใน กทม. และปริมณฑล)

สรุปความพร้อม :
ประเทศไทย "พร้อมในส่วนของระบบข้อมูลและการเตือนภัย" แต่ "มีความเสี่ยงสูงในเชิงปริมาณน้ำต้นทุนและโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ" ที่ยังไม่สามารถรองรับการเปลี่ยนผ่านสภาพอากาศ เมื่อพลิกกลับจากแล้งจัดเป็นท่วมฉับพลัน (Rain Bomb) ได้อย่างไร้รอยต่อ