กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) สำรวจตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงในสหรัฐฯ พบมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง หลังชาวอเมริกันยังเลี้ยงสัตว์เหมือนสมาชิกในครอบครัว และพร้อมเปย์เพื่อสัตว์เลี้ยง แต่เริ่มมองหาสินค้าคุณภาพ และคุ้มค่า แนะผู้ส่งออกไทยผลิตสินค้าคุณภาพ มาตรฐาน มีโอกาสขายได้เพิ่มขึ้นแน่
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทำการสำรวจลู่ทางการค้า และโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ ตามนโยบายนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดได้รับรายงานจากนางสาวปิยะฉัตร พิมจันทึก ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครชิคาโก สหรัฐฯ ถึงการสำรวจตลาดอาหารสัตว์เลี้ยง และขนมสัตว์เลี้ยงในสหรัฐฯ และโอกาสในการขยายการส่งออกสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ เพื่อป้อนความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้น
ทั้งนี้ ทูตพาณิชย์ได้รายงานว่า อุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงในสหรัฐฯ ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งและต่อเนื่อง แม้จำนวนผู้เป็นเจ้าของสัตว์เลี้ยงจะอยู่ในระดับทรงตัว โดยข้อมูลจากรายงาน “2026 State of the Industry” ของสมาคม American Pet Products Association (APPA) พบว่า มูลค่าตลาดรวมในปี 2568 อยู่ที่ 158,000 ล้านเหรียญสหรัฐ มีอัตราการเติบโตร้อยละ 3.7 จากปีก่อนหน้า สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของตลาดที่ยังคงขยายตัวได้อย่างสม่ำเสมอท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอน
โดยโครงสร้างตลาดอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยง พบว่า กลุ่มอาหารและขนมสัตว์เลี้ยงยังคงเป็นกลุ่มหลักที่มีสัดส่วนสูงที่สุด คิดเป็นร้อยละ 43.2 ของมูลค่าตลาดรวม หรือประมาณ 68,300 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 รองลงมา คือ กลุ่มบริการด้านสัตวแพทย์ และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีมูลค่า 41,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 25.9 กลุ่มอุปกรณ์ สัตว์มีชีวิต และยาที่จำหน่ายโดยไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์ (OTC) มีมูลค่า 34,400 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 21.8 กลุ่มบริการอื่น ๆ เช่น การดูแลและฝากเลี้ยงสัตว์ มูลค่า 14,300 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.1
ส่วนแนวโน้มการเติบโต สมาคม APPA คาดการณ์ว่า มูลค่าตลาดในปี 2569 จะเพิ่มขึ้นเป็น 165,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องไปถึง 197,900 ล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2573 สูงกว่าประมาณการเดิมในรายงานปีก่อนหน้า ซึ่งสะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมในระยะยาว โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสัตว์เลี้ยงในฐานะสมาชิกในครอบครัว โดยร้อยละ 71 ของครัวเรือนในสหรัฐฯ หรือประมาณ 94 ล้านครัวเรือน มีสัตว์เลี้ยง ซึ่งเป็นสัดส่วนคงที่จากปี 2568 และจำนวนประชากรผู้ใหญ่ที่อาศัยอยู่ในครัวเรือนที่มีสัตว์เลี้ยงมีจำนวนมากกว่า 187 ล้านคน ส่วนสุนัขและแมว ยังคงเป็นสัตว์เลี้ยงที่ได้รับความนิยมสูงสุด โดยมีการเลี้ยงสุนัข จำนวนร้อยละ 53 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 51 และการเลี้ยงแมวมีจำนวนร้อยละ 39 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 37 และครัวเรือนที่เลี้ยงสัตว์เลี้ยงจำนวนหลายชนิด มีร้อยละ 65 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 63
สำหรับเจ้าของสัตว์เลี้ยง พบว่า กลุ่ม Millennials หรือ Gen Y มีอายุระหว่าง 30-45 เป็นฐานลูกค้าหลัก กลุ่ม Gen X อายุ 46-61 มีอัตราการเติบโตสูงที่สุด โดยเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 25 เป็นร้อยละ 28 ของผู้เลี้ยงสัตว์ทั้งหมด และมีการขยายการเลี้ยงสัตว์หลายประเภท ทั้งสุนัข แมว รวมถึงสัตว์ขนาดเล็ก เช่น นก สัตว์เลื้อยคลาน และปลา กลุ่ม Gen Z อายุ 14-29 มีการเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป และกลุ่ม Baby Boomers อายุ 62-80 มีสัดส่วนลดลง
ขณะที่การใช้จ่ายเพื่อสัตว์เลี้ยง พบว่า เริ่มมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น แต่ก็ยังมีการใช้จ่ายโดยเฉลี่ย 773 เหรียญสหรัฐต่อปี เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.9 โดยกลุ่ม Gen Z และ Millennials ระบุว่า ภาวะเศรษฐกิจไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการเลี้ยงสัตว์เลี้ยงของพวกเขา และยังพบว่า เจ้าของสัตว์เลี้ยงหันมาให้ความสำคัญกับสินค้าและบริการที่จำเป็น เช่น อาหารและการดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยง รวมทั้งมองหาสินค้าที่มีความคุ้มค่ามากขึ้น
“ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงและขนมสัตว์เลี้ยงในสหรัฐฯ ยังคงเป็นตลาดที่มีความมั่นคงและมีศักยภาพสูงและการเติบโตในระยะยาว Pet Humanization ยังเป็นแรงขับหลักของตลาด ผู้บริโภคยังคงให้ความสำคัญกับสัตว์เลี้ยงเหมือนสมาชิกครอบครัว แม้จะลดการจ่ายใช้จ่ายสินค้าฟุ่มเฟือย แต่คงยังต้องลงทุนในสุขภาพและคุณภาพชีวิตของสัตว์เลี้ยงอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจัยสำคัญที่ผู้ประกอบการไทยควรให้ความสำคัญ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการแข่งขันและสร้างการเติบโตในอุตสาหกรรมนี้ต่อไปในอนาคต คือ การพัฒนาสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ความจำเป็นพื้นฐาน เนื่องจากอาหารสัตว์เลี้ยง และขนมสัตว์เลี้ยงมีความหลากหลายทั้งด้านรูปแบบ รสชาติ และฟังก์ชัน การขยายตลาดไปยังกลุ่มลูกค้าใหม่อย่าง Gen X การปรับกลยุทธ์ด้านราคา และความคุ้มค่าเพื่อตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง การศึกษาและปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับของ US Food and Drugs Administration (U.S. FDA) จะทำให้สินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยเจาะเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ ได้เพิ่มขึ้น”น.ส.สุนันทากล่าว