ถามว่า : การที่กรมลดโลกร้อน (กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม) ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานผู้มีอำนาจของประเทศ (National Authority) และหน่วยประสานงานหลัก (National Focal Point) มีข้อดีกว่าอย่างไร
คำตอบ : ข้อดีหลักคือ ช่วยให้ประเทศไทยสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนและกองทุนระดับนานาชาติได้อย่างรวดเร็วและเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งมีข้อดีที่สำคัญ ดังนี้
•เพิ่มความคล่องตัวในการเบิกจ่าย: การมอบหมายให้ "อธิบดีกรมลดโลกร้อน" เป็นผู้มีอำนาจลงนามโดยตรง ช่วยลดขั้นตอนความล่าช้าในการทำเอกสารภายในประเทศ ทำให้สอดคล้องกับระเบียบของกองทุนระดับโลกอย่างกองทุนภูมิอากาศสีเขียว (GCF) และกองทุนจัดการความสูญเสียและความเสียหายจากสภาพภูมิอากาศ (FRLD)
•ปลดล็อกเม็ดเงินสนับสนุนโครงการ: ช่วยให้ประเทศไทยสามารถเสนอขอรับงบประมาณจากต่างประเทศ เพื่อนำมาใช้ในการบริหารจัดการภัยพิบัติ การฟื้นฟูพื้นที่ และการจัดทำระบบปกป้องกลุ่มเปราะบางจากสภาพอากาศ
•เป็นศูนย์กลางการบูรณาการ: การมีหน่วยงานกลางที่ชัดเจนทำให้ภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาสังคม สามารถเชื่อมต่อข้อมูล ติดตามประเมินผล และร่วมมือกันขับเคลื่อนนโยบายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.ที่ผ่านมา ได้เห็นชอบให้กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม หรือกรมลดโลกร้อน ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานผู้มีอำนาจของประเทศ (National Authority) และหน่วยประสานงานหลัก (National Focal Point) ของกองทุนจัดการความสูญเสียและความเสียหายจากสภาพภูมิอากาศ (Fund for responding to Loss and Damage: FRLD) ของไทย ภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ ให้กำหนดชื่อกองทุน FRLD เป็นภาษาไทยว่า “กองทุนจัดการความสูญเสียและความเสียหายจากสภาพภูมิอากาศ” หรือกองทุน FRLD
นอกจากนี้ ครม.ยังเห็นชอบให้แต่งตั้งอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ซึ่งปัจจุบัน คือ "ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช" เป็นผู้มีอำนาจ (Designated Authority) ลงนามรับรองโครงการหรือคำร้องขอรับการสนับสนุนจากกองทุน FRLD รวมถึงกองทุนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอื่นๆ เพื่อให้การดำเนินงานมีความคล่องตัว สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของกองทุนระหว่างประเทศ และช่วยให้ประเทศไทยสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ครม.ยังได้เห็นชอบทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเดิมเกี่ยวกับกองทุนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้แก่ กองทุนด้านการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Adaptation Fund : AF) และกองทุนภูมิอากาศสีเขียว (Green Climate Fund : GCF) โดยเปลี่ยนผู้มีอำนาจลงนามจาก “ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” เป็น “อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม” เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของกองทุนระหว่างประเทศและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ
ทั้งนี้ กองทุน FRLD เป็นกลไกทางการเงินภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติและความสูญเสียจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยปัจจุบันมีประเทศพัฒนาแล้วร่วมระดมทุนแล้วกว่า 731 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเตรียมเปิดรับข้อเสนอโครงการรอบแรกในช่วงวันที่ 15 ธันวาคม 2568-15 มิถุนายน 2569
สำหรับการแต่งตั้งหน่วยงานประสานหลักและผู้มีอำนาจลงนามอย่างเป็นทางการจะช่วยให้ประเทศไทยสามารถเสนอขอรับการสนับสนุนโครงการด้านการบริหารจัดการภัยพิบัติ การฟื้นฟูพื้นที่ได้รับผลกระทบ การบริหารจัดการน้ำ การปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
มติ ครม. ครั้งนี้จะทำให้ประเทศไทยสามารถเร่งผลักดันศักยภาพให้เข้าถึงแหล่งเงินสนับสนุนจากต่างประเทศแก่ทุกภาคส่วน เพื่อให้ได้รับงบประมาณเสริมภูมิคุ้มกันจากภัยพิบัติด้านสภาพอากาศ โดยเฉพาะการป้องกันและจัดการความเสี่ยงภัยที่จะนำไปสู่การบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนอย่างเร่งด่วน