การเฝ้าระวังโรคอีโบลา เชื่อมีผลกระทบพื้นฐานต่อโรงพยาบาลไทยมีจำกัด นักวิเคราะห์มองหุ้นกลุ่ม Healthcare ปัจจัยพื้นฐานน่าจะยังไม่เปลี่ยนแปลงในตอนนี้ ประเมินหุ้นกลุ่มนี้ประสานเสียงให้น้ำหนัก "Overweight” คาดตะวันออกกลางกำลังกลับมา หนุน Medical tourism รอบใหม่ อีกทั้ง รพ. แต่ละแห่ง เดินหน้าขยายฐานลูกค้าประกันสุขภาพผ่านผลิตภัณฑ์ที่ราคาเข้าถึงง่ายขึ้น และให้บริการผ่านเครือข่าย รพ. พันธมิตร ลดความกังวลต่อผลกระทบจาก Copayment
สำนักวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ประเมินหลังกรมควบคุมโรคเข้มงวดการคัดกรองโรคอีโบลาสำหรับผู้เดินทางจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกและยูกันดาเกิดการระบาดของเชื้ออีโบลาสายพันธุ์ Bundibugyo ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DRC) โดยมีรายงานการแพร่ข้ามพรมแดนไปยังยูกันดาในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม และ ณ วันที่ 23 พฤษภาคม มีรายงานผู้ต้องสงสัยติดเชื้อประมาณ 746 ราย และผู้เสียชีวิตต้องสงสัย 176 รายในทั้งสองประเทศ โดยยังไม่พบผู้ติดเชื้อยืนยันนอกภูมิภาคดังกล่าว เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ที่รุนแรงขึ้น องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศให้การระบาดครั้งนี้เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ (PHEIC) เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม
หลังจากนั้น กรมควบคุมโรค (DDC) ของไทยได้กำหนดให้ DRC และยูกันดาเป็นเขตโรคติดต่ออันตราย มีผลตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม ส่งผลให้มีมาตรการคัดกรองสุขภาพภาคบังคับสำหรับผู้เดินทางทั้งหมดจากทั้งสองประเทศ
ทั้งนี้ ระหว่างวันที่ 29 เมษายนถึง 18 พฤษภาคม มีนักเดินทางจากประเทศที่ได้รับผลกระทบเดินทางเข้าประเทศไทยรวม 126 คน (114 คนจากยูกันดา และ 12 คนจาก DRC) โดยทุกคนมีผลตรวจเป็นลบ และจนถึงปัจจุบันยังไม่มีรายงานผู้ติดเชื้ออีโบลายืนยันหรือผู้ต้องสงสัยในประเทศไทย ผู้เดินทางขาเข้ายังคงต้องอยู่ภายใต้มาตรการเฝ้าระวังสุขภาพเป็นเวลา 21 วัน ขณะที่ผู้ที่มีอาการต้องสงสัยจะถูกส่งต่อไปยังสถานพยาบาลแยกโรคที่กำหนดไว้
ในระยะนี้ มองว่าความกังวลเกี่ยวกับอีโบลาน่าจะเป็นเพียงปัจจัยหนุนเชิงบวกต่อความเชื่อมั่นของหุ้นโรงพยาบาลไทย มากกว่าจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนกำไรอย่างมีนัยสำคัญในระยะสั้น เนื่องจากการติดเชื้อยังคงกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่จำกัด โดยในอดีต การระบาดของอีโบลาส่วนใหญ่ถูกควบคุมอยู่ภายใน DRC และประเทศเพื่อนบ้านในแอฟริกา และไม่เคยมีการแพร่ระบาดในชุมชนในเอเชีย
โดยคาดว่ามาตรการคัดกรองที่เข้มงวดขึ้นจะมีผลกระทบต่อการดำเนินงานของโรงพยาบาลไทยเพียงเล็กน้อย เนื่องจากผู้ประกอบการโรงพยาบาลรายใหญ่ที่พึ่งพารายได้จากผู้ป่วยต่างชาติ เช่น BH, BDMS, PR9 และ BCH มีรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติหลักมาจากเอเชีย ตะวันออกกลาง และยุโรป (EU) เป็นหลัก ทั้งนี้คงคำแนะนำ “ซื้อ” สำหรับ PR9 โดยมูลค่าที่เหมาะสม 22.70 บาท
ประกันสุขภาพแบบใหม่เข้าถึงง่าย
บล.กรุงศรี จำกัด (มหาชน)แนะนำ "Neutral" สำหรับหุ้นกลุ่ม Healthcare หลังประกันสุขภาพแบบใหม่ หนุนการใช้บริการในประเทศการทยอยเปิดตัวประกันสุขภาพใหม่ที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ของบริษัทประกันต่างๆ มองเป็น Sentiment บวกต่อกลุ่ม รพ. เนื่องจากจะช่วยดึงผู้ป่วยเข้าสู่เครือข่าย รพ. ที่เข้าร่วมกับบริษัทประกัน ,ลดความกังวลผลกระทบจาก Copayment ด้านการใช้บริการ และ Copayment มีแนวโนวโน้มเปลี่ยน mix ผู้ป่วยจากโรคท่ัวไปเป็นการรักษาโรคซับซ้อนสะท้อนค่ารักษาที่ปรับ เพิ่มขึ้น
ประเมินผลเชิงบวกต่อ รพ. ที่ศึกษา เรียงจากมากไปน้อย BDMS > BCH > CHG > PR9 > BH และคาดว่าจะช่วยให้ รพ.ที่พึ่งพา ผู้ป่วยในประเทศ กลับมาได้รับความสนใจมากขึ้น จากการขยายตัวของฐานผู้ทำประกัน ช่วยเพิ่มความชัดเจนของรายได้จากผู้ป่วยประกัน ซึ่งมีความต่อเนื่องในการใช้บริการกว่ากลุ่ม self pay หุ้นเด่น BDMS (TP 27 บ.)และ PR9 (TP 23 บ.)
ตั้งแต่ต้นปี บริษัทประกัน เปิดตัวประกันสุขภาพอย่างต่อเนื่อง เช่น AIA เปิดตัว AIA Health Starter เน้นกลุ่มวัยเริ่มทำงานและผู้เริ่มทำประกัน, KrungthaiAXA ปรับโฉมโครงสร้างวงเงิน iHealthy Ultra ให้สอดคล้องกับอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ และเปิดตัวประกันสุขภาพระบุชื่อโรงพยาบาล เจาะกลุ่มแมสที่ต้องการ ประกันสุขภาพพื้นฐาน
ล่าสุด บ.เมืองไทยประกันชีวิต (MTL) เปิดตัวประกันสุขภาพใหม่ “D Health Lite” รองรับทุกช่วงวัยด้วยความคุ้มครองแบบเหมาจ่าย เลือกแผนและเบี้ยประกันได้ตามงบทั้งแบบคุ้มครองตั้งแต่บาทแรก,แบบ Deductible และ Copayment โดยรับประกันตั้งแต่อายุ 30วัน ถึง 90 ปี และคุ้มครองถึงอายุ 99 ปีผลิตภัณฑ์ใหม่ยังครอบคลุมค่ารักษาทั้งโรคทั่วไปโรคร้ายแรง และอุบัติเหตุ รวมถึงค่า ICU ค่าผ่าตัด Day Surgery และ OPD Follow-upหลังแอดมิต รวมทั้งยกระดับบริการผ่าน “MTL Smile Hospital Network” เครือข่ายรพ.พันธมิตร 165 แห่งทั่วประเทศ ช่วยเพิ่มความสะดวกในการใช้สิทธิ
ดังนั้น บล.กรุงศรี มองเป็น Sentiment บวกต่อกลุ่ม รพ. เนื่องจากบริษัทประกันยังเดินหน้าขยายฐานลูกค้าประกันสุขภาพผ่านผลิตภัณฑ์ที่ราคาเข้าถึงง่ายขึ้น และให้บริการผ่านเครือข่าย รพ. พันธมิตร จะช่วยดึงผู้ป่วยเข้าสู่เครือข่าย รพ. ที่เข้าร่วมกับบริษัทประกัน ,ลดความกังวลต่อผลกระทบจาก Copayment ด้านการใช้บริการ จากการที่บริษัทประกันยังแข่งขันขยายฐานลูกค้ามากกว่าคุมการเครมอย่างเดียว และ Copayment มีแนวโน้มเปลี่ยน mix ผู้ป่วยจากโรคทั่วไปเป็นการรักษาโรคซับซ้อนเพิ่มขึ้น สะท้อนจากค่ารักษาเฉลี่ย OPD และ IPD ของ รพ.ส่วนใหญ่ ปรับเพิ่มขึ้นในไตรมาสแรกปี 69
ประเมินผลเชิงบวกต่อกลุ่ม รพ. ที่ศึกษา เรียงจากมากไปน้อย ได้แก่ BDMS > BCH > CHG > PR9 > BH พิจารณาจาก 4 ปัจจัย คือมีสัดส่วนรายได้ประกันสูง ,โครงสร้างรายได้ผู้ป่วยในประเทศมากกว่ารายได้ผู้ป่วยต่างชาติ , กลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลักของ รพ. สอดคล้องกับ Segment ผลิตภัณฑ์ประกันใหม่ และความแข็งแรงของเครือข่าย รพ. และความครอบคลุมทั่วประเทศการออกผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพที่เข้าถึงง่ายขึ้น ทั้งแบบเบี้ยประกันไม่สูง และมี Copayment มองว่าจะช่วยให้กลุ่ม รพ.ที่พึ่งพาผู้ป่วยในประเทศ (BDMS, BCH, CHG,PR9) กลับมาได้รับความสนใจมากขึ้น เนื่องจากการขยายตัวของฐานผู้ทำประกัน จะช่วยเพิ่มความชัดเจนของรายได้จากผู้ป่วยประกัน ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้จะมีความต่อเนื่องในการใช้บริการมากกว่ากลุ่ม self pay
บล.กรุงศรี มีมุมมองเชิงบวกมากขึ้นต่อกลุ่ม รพ. (Constructive Bullish) จาก Neutral หลังผลการดำเนินงานไตรมาสแรก สะท้อน downside ของกำไรจำกัดกว่าที่ตลาดกังวล แม้การเติบโตของกำไรของกลุ่มยังไม่ได้เร่งตัวเด่น แต่ รพ.ส่วนใหญ่ มีสัญญาณฟื้นตัวของรายได้รายไตรมาส และการบริหารต้นทุน/ค่าใช้จ่ายมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลให้มีความน่าสนใจของผลตอบแทนเทียบกับความเสี่ยงปรับดีขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม รพ.ที่พึ่งพาผู้ป่วยในประเทศ ซึ่งคาดว่าจะได้แรงหนุนเพิ่มเติมจากแนวโน้มประกันสุขภาพยุคใหม่ที่มุ่งเพิ่มการเข้าถึงได้มากขึ้น ควบคู่กับการบริหารต้นทุนรักษาพยาบาลอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดความเสี่ยงด้านอุปสงค์ของการรักษาในระยะกลาง-ระยะยาว
สำหรับหุ้นเด่นยังเลือก BDMS (Buy TP 27 บาท) และ PR9 (Buy TP 23 บาท) ขณะที่ BCH และ CHG มองเป็น Recovery Buy จากแนวโน้มการฟื้นตัวของรายได้จากฐานผู้ป่วยในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มโครงการรัฐ ส่วน BH มองเป็น Tactical Buy เน้นจังหวะลงทุนจาก Catalyst ระยะสั้น โดยมีแรงหนุนจากแนวโน้มกำไร และโมเมนตัมรายได้ตะวันออกกลางฟื้นตัวดีหลังรอมฎอน
กำไรทั้งกลุ่มโตต่อเนื่อง
บล.เคจีไอ(ประเทศไทย) แนะนำ "Overweight" สำหรับหุ้นHealthcare Sector เพราะสำหรับกลุ่มโรงพยาบาล มองว่า สงครามระหว่าง สหรัฐ ฯ และอิหร่าน ล่าสุดจะส่งผล sentiment เชิงลบต่อ กลุ่มนี้ เพราะในหลาย ๆ บริษัท (BH*, BDMS*, BCH*และ CHG*) มีสัดส่วนรายได้จากผูป่วยตะวันออกกลาง หรือ ME แตกต่างกัน
เมื่ออิงตามข้อมูลปี 2568 คาดว่า BH จะกระทบเชิงลบมากที่สุด เพราะมีสัดส่วนรายได้จากผู้ป่วย ME สูงถึง 27% ของรายได้รวม ซึ่งสูงที่สุดในกลุ่ม peers ขณะที่ คาดว่ากำไรปี2569Fกลุ่มโรงพยาบาลรวมจะเติบโต 4.6% และยังคงให้น้ำหนักลงทุนกลุ่มโรงพยาบาล“มากกว่าตลาดฯ” โดย เบื้องต้น คาดว่ากำไรไตรมาสแรกปี 69F ในกลุ่ม healthcare ส่วนใหญ่จะเติบโตจากปีก่อน ท้้งนี้ ยังคงชอบทั้ง BCH และ BDMS ในกลุ่มนี้
ตามข้อมูลจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(TAT) ล่าสุดระบุว่านักท่องเที่ยวเชิงการแพทยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริปอยู่ที่ 107,662 บาท ซึ่งสูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปมากกว่า 100% นอกจากนั้น การผ่อนคลายกฎระเบียบวีซ่าและแผน “Medical Hub 10 ปี” ยังช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ป่วยระยะไกล (จากตะวันออกกลางและยุโรป) สามารถเข้ารับการรักษาระยะยาวได้ง่ายขึ้น
ขณะที่ การปฏิวัติด้านสุขภาวะ(Wellness) ที่ระบบการดูแลสุขภำพ (healthcare) ในประเทศไทยกำลังขยายออกนอกกรอบโรงพยาบาล ขณะที่ไตรมาสแรกปี 69 มีการเปิดเผยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจเพื่อสุขภาพ (Wellness Economy) โดยยกระดับสู่การแพทย์เชิงป้องกัน (preventive medicine) และโปรแกรมด้านการมีอายยุนี้ยาวขึ้น (longevity) อย่างไรก็ดีคาดว่าประชากรไทยราว 21% จะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุภายในปี 2573 ส่งผลให้ปี 2569 มีการลงทุนสูงในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุและเทคโนโลยี “Smart Living”
ทั้งนี้ มองงว่า ราคาหุ้นกลุ่ม healthcare ปัจจุบันยังไม่แพงพิจารณาจากการซื้ออขายต่ำกว่าค่ำเฉลี่ย PE ในอดีตที่ -1 ถึง -2 S.D. ทำให้คาดว่ากำไรในปี 2569F รวมของกลุ่มจะเติบโตราว 4.6% โดยยังคงให้น้ำหนักการลงทุนกลุ่ม healthcare “มากกกว่าตลาดฯ”
****ตะวันออกกลางกลับมา หนุน Medical tourism
บล.บัวหลวง มองหุ้นกลุ่ม Healthcare Sector คงให้ BH เป็น Top pick ตามด้วย PR9 และ BDMS เนื่องจากตะวันออกกลางกำลังกลับมา หนุน Medical tourism รอบใหม่
โดย บล.บัวหลวง ได้โอน Coverage กลุ่มโรงพยาบาลระหว่างนักวิเคราะห์มอง ภาพรวมกลุ่มกลุ่มโรงพยาบาล ยังคงให้น้ำหนัก “มากกว่าตลาด” (Overweight) จากโครงสร้างธุรกิจในระยะยาวที่แข็งแกร่ง ทั้งสังคมผู้สูงอายุ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และการกลับมาของ Medical tourism โดยเฉพาะผู้ป่วยตะวันออกกลาง (GCC) ที่เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวหลังเส้นทางบินกลับมาเปิดอีกครั้ง
ประเด็นสำคัญคือ “pent-up demand” จากตะวันออกกลางเริ่มปลดล็อก หลังสงครามและรอมฎอน กดดันช่วงไตรมาสแรกถึงต้น ไตรมาส 2 ปีนี้ โดยพบการเดินทางเข้าไทยของกลุ่มตะวันออกกลางกลับมาโต +20.7% WoW ในช่วง 20–26 เม.ย. และสายการบิน GCC เริ่มกลับมาเพิ่มเที่ยวบินตั้งแต่มิ.ย. เป็นต้นไป หนุนแนวโน้ม Medical tourism ช่วง 2H26 โดยเฉพาะโรงพยาบาลที่มีฐานผู้ป่วย fly-in สูง เช่น BH และ PR9 และผู้ป่วย GCC มี length-of-stay (การค้างคืน) สูงราว 16 วัน และเป็นเคสซับซ้อน หนุน margin สูงขึ้น
ด้านโครงสร้างระยะยาวยังแข็งแรง ไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มตัว โดยประชากรอายุเกิน 65 ปี คิดเป็น 17% ของประชากรในปี 2568 และจะเพิ่มเป็น 32% ในปี 2050 หนุน demand กลุ่มโรคประจำตัว, การดูแลผู้สูงอายุ และรักษาโรคซับซ้อน ขณะที่ค่าใช้จ่ายด้าน Healthcare ของไทยยังอยู่เพียง 3.8% ของ GDP ต่ำกว่าหลายประเทศ สะท้อน upside ของการใช้จ่ายสุขภาพระยะยาว
ขณะที่ได้แรงหนุนสำคัญคือโรคเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งคิดเป็นกว่า 70% ของสาเหตุการเสียชีวิตในไทย โดยปัจจุบันมีคนไทยเกือบ 20 ล้านคนเป็นเบาหวานและความดัน และอีก 27.4 ล้านคนอยู่ในกลุ่มน้ำหนักเกิน หนุน demand โรงพยาบาลระยะยาว ขณะที่ฝั่งโรคติดต่อยังช่วยเสริม ปริมาณบริการเป็นรอบๆ เช่น ไข้หวัดใหญ่ปี 2025 ทำสถิติสูงสุดกว่า 1.19 ล้านเคส และไตรมาสแรกปีนี้ ยังพบแล้วกว่า 1.37 แสนเคส
อย่างไรก็ตาม BLS มองว่าการฟื้นตัว “ไม่เท่ากันทั้งกลุ่ม” โดยหุ้นที่ได้ประโยชน์ชัดจะเป็นโรงพยาบาลที่มีผู้ป่วยต่างชาติสูงและเน้นเคสซับซ้อน ขณะที่โรงพยาบาลที่พึ่งในประเทศ ยังถูกกดดันจากเศรษฐกิจในประเทศและกำลังซื้อที่ชะลอ และกลุ่มประกันสังคม (SSO) ยังถูกกดดันจาก margin แม้จะมีการเพิ่มบริการที่ครอบคุลมทันตกรรมและการรักษาเพิ่มมากขึ้น ช่วยหนุนด้านปริมาณ แต่บางอย่างอาจจะยังเบิกค่ารักษาได้ต่ำกว่าต้นทุนจริง
ดังนั้น ยังคงให้ BH เป็น Top pick ตามด้วย PR9 และ BDMS ส่วน BCH ยังถูกคงคำแนะนำ “ขาย” จากโครงสร้างรายได้ที่พึ่งประกันสังคม (SSO) และคนไข้ไทยเป็นหลัก