xs
xsm
sm
md
lg

รฟท.ชงกู้ 1.8 หมื่นล้านเสริมสภาพคล่องปี 70 เหตุแบกขาดทุนสีแดง-ปริมาณขนส่ง”ซีเมนต์-น้ำมัน”ถดถอย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



รฟท.ยังขาดทุนอ่วม บอร์ดเห็นชอบ กู้เสริมสภาพ 1.8 หมื่นล้านบาทในปี 70 ประเมินรายรับต่ำกว่ารายจ่าย ปริมาณขนส่งสินค้าลด หลังกลุ่มน้ำมันหันไปใช้ขนส่งทางท่อ ส่วนปูนซีเมนต์เริ่มถดถอย แบกขาดทุน”สีแดง”กว่า 700 ล้านบาท เร่งเครื่องเพิ่มรายได้ทรัพย์สินหวังโต 500 ล้านบาทช่วยลดขาดทุน

นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ รถไฟแห่งประเทศไทย (บอร์ด รฟท.) ครั้งที่ 7/ 2569 เมื่อวันที่ 29 พ.ค. 2569 ที่มีนายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) เป็นประธาน มีมติเห็นชอบให้รฟท.กู้เงินเพื่อใช้ในการดำเนินงาน (กรณีรายได้ไม่เพียงพอสำหรับรายจ่าย) ประจำปีงบประมาณ 2570 (วันที่ 1 ต.ค. 69 - วันที่ 30 ก.ย. 70 ) จำนวน 18,000 ล้านบาท เนื่องจาก การจัดทำประมาณปี 2570พบว่าจะขาดกระแสเงินสด และผลประกอบการไม่เพียงพอกับรายจ่าย จึงมีความจำเป็นต้องกู้เงินเพื่อเสริมสภาพคล่อง โดยหลังจากนี้จะเสนอกระทรวงคมนาคม เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป

โดยจากประมาณการปี 2570 คาดจะมีรายรับมากกว่า 12,000 ล้านบาท ประกอบด้วย รายได้การโดยสารจำนวน 4,036 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 109 ล้านบาทจากปี 69 ที่มีรายได้ 3,900 ล้านบาท) , รายได้การสินค้า จำนวน 2,328 ล้านบาท (ลดลง 72 ล้านบาท จากปี 69 ที่มีรายได้ 2,400 ล้านบาท) ,รายได้จากการบริหารทรัพย์สิน จำนวน 5,200 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 500 ล้านบาท จากปี 69 ที่มีรายได้ 4,700 ล้านบาท) , รายได้จากการเดินรถไฟฟ้าสายสีแดง จำนวน 300 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีรายได้ค่าธรรมเนียมการดำเนินงาน ICD ที่ลาดกระบัง และรายได้จากการดำเนินงานอื่น ๆ

ทั้งนี้ รฟท.มีแผนในการเพิ่มรายได้ด้านการบริหารทรัพย์สินประมาณ 500 ล้านบาท เป็นส่วนที่ทำให้บริหารจัดการการขาดสภาพคล่องไว้ที่ 1.8 หมื่นล้านบาท ใกล้เคียงกับปี 2569 ส่วนรายได้จากการขนส่งสินค้าปี 70 ลดลงเนื่องจาก ลูกค้าการขนส่งปูนซีเมนต์ลดลง และกลุ่มน้ำมันเชื้อเพลิงที่เปลี่ยนไปใช้การขนส่งทางท่อ ซึ่งรฟท.จะหาลูกค้าใหม่ๆ ด้านกลุ่มขนส่งคอนเทนเนอร์เข้ามาเพิ่ม จากท่าเรือแหมฉบัง

“รฟท.เตรียมจัดซื้อแคร่ขนส่งสินค้า 946 คัน วงเงิน 2.45 พันล้าน ซึ่งครม.เห็นชอบแล้ว ขณะนี้กำลังจัดทำร่างTOR คาดว่าจะเสร็จในเดือนมิ.ย.นี้และนำขึ้นรับคำวิจารณ์อีกไม่เกิน 3 เดือนเพื่อเปิดประมูลต่อไป ซึ่งแคร่สินค้า 946 คัน จะนำมาใช้ทดแทนแคร่สินค้าเก่า และรองรับเส้นทางรถไฟทางคู่ ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ให้รฟท.”

@เร่งเครื่องเพิ่มรายได้ทรัพย์สินโต 500 ล้านบาท

ส่วนรายจ่ายมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เช่น รถไฟสายสีแดง ประเมินขาดทุนปี 2570 ประมาณ 700 ล้านบาท โดยคาดมีรายได้ประมาณ 300 ล้านบาท ขณะที่มีรายจ่าย เกือบ 1,000 ล้านบาท และปี 2570 จะเข้าสู่วงรอบการซ่อมบำรุงใหญ่ หรือ Overhaul หลัง เปิดเดินรถมาตั้งแต่ปี 2564 ส่วนการเพิ่มรายได้สายสีแดง คือการเพิ่มจำนวนผู้โดยสารให้มากขึ้น ทั้งการพัฒนาฟีดเดอร์ เชื่อมกับสถานีให้ผู้โดยสารมีความสะดวกมากที่สุด เช่น ขบวนรถ Kiha ดอนเมือง-อยุธยา เป็นต้น และเร่งรัดการก่อสร้างส่วนต่อขยายเข้ม สายสีแดง ช่วงรังสิต-มธ.รังสิต และ สายสีแดงอ่อน ช่วงศิริราช-ตลิ่งชัน-ศาลายา

ปัจจุบันรฟท.ประสบปัญหาค่าใช้จ่ายเพิ่ม โดยเฉพาะต้นทุนน้ำมัน ซึ่งประเมินขาดสภาพคล่อง 1.8 หมื่นล้านบาทนั้น วางกรอบราคาน้ำมันเฉลี่ยที่ 35 บาทต่อลิตร โดยจะต้องดูสถานการณ์ทั้งปี 70 และคาดหวังว่า ราคาน้ำมันจะปรับตัวลดลงจากปัจจุบัน ต่ำกว่า 40 บาทต่อลิตร จะประเมินกรอบขาดสภาพคล่องในระดับเดียวกับปี 2569 เพื่อคุมไม่ให้รายจ่ายสูงมากเกินไปกว่านี้ ขณะที่พยายามหารายได้เพิ่ม ซึ่งหากยังทำงานในแบบเดิมๆ ตัวเลขขาดสภาพคล่องอาจจะเพิ่มไปถึง 20,000 ล้านบาทก็ได้


@ขยายกรอบอัตราค่าธรรมเนียมน้ำมัน 100 บาทต่อลิตร

นอกจากนี้ บอร์ดรฟท.ยังอนุมัติการคิดอัตราค่าธรรมเนียมการใช้น้ำมัน (fuel charge) สำหรับการขนส่งสินค้า ซึ่งปัจจุบันใช้อัตราค่าธรรมเนียมน้ำมัน ช่วงราคาน้ำมันดีเซล ตั้งแต่ 187.20 - 39 บาทต่อลิตร แต่เนื่องจากสถานการณ์ราคาน้ำมันดีเซลมีการปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงมีการปรับปรุงตารางเพิ่มเติมจากสูงสุด 39 บาทต่อลิตร ให้ครอบคลุมถึงราคาน้ำมันลิตรละ 100 บาท โดยขึ้นกับระยะทางและการขนส่งสินค้าและประเภทของสินค้า เช่นรูปแบบตู้สินค้า (คอนเทนเนอร์) ,กลุ่มพลังงาน, ปูนซิเมนต์ ,สินค้าขบวนแลนด์บริดจ์(ระหว่างไทย-มาเลเซีย)

@ส่งข้อมูลต้นทุน ให้กรมรางประกาศเพดานขั้นสูง”ค่าโดยสาร-ขนส่ง”

นอกจากนี้ บอร์ดรฟท.ยังได้เห็นชอบการจัดทำต้นทุนการเดินรถโดยสารและสินค้า ปี 2568 ซึ่งเป็นไปตามที่สคร.ให้ทำรายละเอียดต้นทุนด้านการโดยสารและสินค้า โดยใช้ระบบสารสนเทศเพื่อบริหาร ด้านการเงินและการบัญชี หรือ FMIS ที่ผ่านการรับรอง จาก สตง.แล้ว และส่งให้กรมการขนส่งทางราง และหารือร่วมกัน ก่อนที่จะนำไปพิจารณาและประกาศเป็นพิกัดอัตราขนส่งโดยสารและพิกัดอัตราขนส่งสินค้า เป็นเพดานขั้นสูง ตามพ.ร.บ.การขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 ซึ่งที่ผ่านมา รฟท.คำนวณต้นทุนจากทุกปัจจัย ทั้งดอกเบี้ยเงินกู้ บำนาญ ฯลฯ ซึ่งกรมรางอาจจะพิจารณาตัดบางตัวออกหรือไม่ ขณะที่ต้นทุนค่าใช้จ่ายตรง เช่น ค่าโครงสร้างพื้นฐาน ค่าบำรุงรักษาทาง ระบบอาณัติสัญญา ค่าไฟฟ้า ประปา ค่าพนักงาน นายสถานี เป็นต้น

“ปัจจุบัน รถไฟมีภาระต้นทุนและหนี้สินสะสม เพราะไม่สามารถจัดเก็บค่าโดยสารได้ตามต้นทุนที่แท้จริง แม้จะมีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมปรับอากาศรถโดยสารชั้น 1 ที่อัตรา 210 บาทต่อที่นั่ง และปรับอากาศชั้น 2 ที่อัตรา 170 บาทต่อที่นั่ง แต่ก็ยังไม่ครอบคลุมต้นทุน และแม้กรมรางจะประกาศเพดานค่าโดยสารขั้นสูง ค่าขนส่งสินค้า แต่ก็ยังไม่ครอบคลุมต้นทุนที่แท้จริงอยู่ดีเนื่องจาก ระบบรางมีค่าลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานที่สูง ภาครัฐจึงต้องช่วยรับต้นทุนบางส่วนไว้”