นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวจากผลของสงคราม แต่มาตรการภาครัฐภายใต้โครงการพ.ร.ก.เงินกู้ฯ 4 แสนล้านบาท จะทำให้เศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากช่วยกระตุ้นการบริโภคให้เพิ่มขึ้น โดยธปท.คาดว่ามาตรการภาครัฐจะทำให้เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ปี 2569 ขยายตัว 3.2 % จากเดิมคาดที่ 1.9 % และส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้นสูงสุดแตะ 5.2 % ในเดือนตุลาคม 2569 และเศรษฐกิจทั้งปีนี้จะขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 2.0 จากเดิมคาดที่ร้อยละ 1.5 ดังนั้นแม้เงินเฟ้อจะขึ้น แต่เศรษฐกิจก็ปรับตัวดีขึ้น จึงไม่กังวลว่าจะเกิดปัญหาเศรษฐกิจชะงักงัน หรือ Stagflation
อย่างไรก็ดี เงินเฟ้อที่เร่งขึ้นแตะ 5.2 % เป็นการปรับขึ้นชั่วคราวตามราคาพลังงานและการส่งผ่านต้นทุน รวมทั้งผลของเอลนีโญ แต่คาดว่าเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับลดลงในช่วงไตรมาส 2 ปี 2570 และทั้งปี 2570 อยู่ที่ 1.4 % จากปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 3.0 % ส่วนหนึ่งเป็นผลของฐานปีนี้ที่สูงขึ้น ดังนั้นการดำเนินนโยบายการเงินจึงไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ป้จจุบันอยู่ 1.0 % จนถึงสิ้นปีนี้
จากข้อมูลดังกล่าวเป็นการส่งสัญญาณว่า เงินเฟ้อจะปรับเพิ่มขึ้นตามที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คาดการณ์ไว้ จึงไม่ต้องตกใจ และจากน้้นเงินเฟ้อจะปรับลดลง จึงไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อทำให้ดีมานด์หรือความต้องการใช้จ่ายลดลง เพื่อลดแรงกดดันเงินเฟ้อ อย่างไรก็ดี ธปท.จะติดตามเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด และหากสถานการณ์เศรษฐกิจมีการเปลี่่ยนแปลงไป ก็พร้อมจะพิจารณานโยบายการเงินให้เหมาะสม
"ไม่ได้ส่งสัญญาณว่ากังวลเงินเฟ้อ เพราะเงินเฟ้อมันจะขึ้นไปสูงตามที่เราคาดการณ์ ถ้าเงินเฟ้อสูงในช่วง ส.ค. ก.ย. ต.ค.ไม่ต้องตกใจ เราเชื่อมั่นว่าด้วยสถานการณ์ในปัจจุบัน เงินเฟ้อจะลงในไตรมาส 2 ปีหน้า ซึ่งทำให้เราไม่มีความจำเป็นที่จะขึ้นดอกเบี้ย เพื่อไปทำให้ demand ลดลง เพราะมันไม่ช่วยการแก้ไขเงินเฟ้อที่มาจากฝั่ง supply แต่ถ้าสถานการณ์เปลี่ยน ค่อยว่ากัน ถ้ามีปัจจัยอื่นเข้ามา เราจะเข้าไปดู แต่เราติดตามอย่างใกล้ชิด ไม่กังวลเรื่อง stagflation แต่ถามว่ามีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นไหม ก็มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้น่ากังวล เราจะติดตามใกล้ชิด" นายวิทัย กล่าว