ผู้ถือหุ้น "ออริจิ้น โกลบอล เอมไพร์ " โหวตอนุมัติ “เห็นด้วย” ทุกวาระ ในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 2/2569 สะท้อนความเชื่อมั่นต่อคณะกรรมการและทีมบริหาร เดินหน้าแผนปรับโครงสร้างธุรกิจ สร้าง New S-Curve เน้นการเติบโตระยะยาว จำหน่ายหุ้นกลุ่ม DRJ พร้อมเข้าถือหุ้น MTT และหุ้นเพิ่มทุน SPTX ปักหมุดยกระดับการดำเนินงาน รักษาสมดุลกลุ่มธุรกิจเดิม-เทคโนโลยีและโซลูชัน พัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมครบวงจรรับเทรนด์เศรษฐกิจดิจิทัล ย้ำแนวคิดขับเคลื่อนองค์กรภายใต้หลักธรรมาภิบาลเคร่งครัด มุ่งสร้างผลตอบแทนอย่างยั่งยืนแก่ผู้ถือหุ้น และผู้มีส่วนได้เสียทั้งระบบ
นางสาววัชราภรณ์ สุวินย์ชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น โกลบอล เอมไพร์ จำกัด (มหาชน) หรือ EMPIRE ในฐานะคณะกรรมการบริษัท เปิดเผยว่า บริษัทฯได้มีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 2/2569 ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ตามพระราชกำหนดว่าด้วยการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2563 และกฎระเบียบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยที่ประชุมมีมติอนุมัติทุกวาระตามที่คณะกรรมการเสนอ สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้ถือหุ้นต่อทิศทางการดำเนินธุรกิจ การปรับโครงสร้างองค์กร และแผนการสร้าง New S-Curve ด้วยเทคโนโลยี เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขัน สร้างแหล่งรายได้ใหม่ และเพิ่มความสามารถในการทำกำไรอย่างยั่งยืนในอนาคต
สำหรับวาระสำคัญที่ได้รับการอนุมัติ ได้แก่ 1. “พิจารณารับรองรายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569” โดยมีรายละเอียดตามที่เสนอทุกประการด้วยคะแนนเสียงข้างมากของผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและออกเสียงลงคะแนน ผู้ถือหุ้น “เห็นด้วย” 318,530,519 เสียง คิดเป็นสัดส่วน 90.3939%
วาระที่ 2. “พิจารณาอนุมัติการจำหน่ายหุ้นสามัญทั้งหมดของบริษัท ด็อกเตอร์ เจล จำกัด บริษัท ออกานิกส์ อินโนเวชั่นส์ จำกัด และบริษัท ออกานิกส์ กรีนส์ ฟาร์ม จำกัด” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการปรับโครงสร้างและกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ เพื่อลดข้อจำกัดจากธุรกิจเดิมที่มีการแข่งขันสูง และเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารสินทรัพย์ โดยมุ่งนำทรัพยากรไปต่อยอดธุรกิจที่สามารถสร้างกระแสเงินสดและอัตรากำไรที่สูงขึ้นในอนาคต ที่ประชุมอนุมัติ “เห็นด้วย” 223,513,435 เสียง คิดเป็นสัดส่วน 86.2605%
ด้านวาระที่ 3. “พิจารณาอนุมัติการเข้าซื้อหุ้นสามัญของบริษัท มัลทิตา จำกัด” เพื่อรองรับการขยายธุรกิจในกลุ่มเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพการเติบโตสูง สามารถสร้างการรับรู้รายได้อย่างต่อเนื่อง และต่อยอดระบบนิเวศทางธุรกิจร่วมกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงเพิ่มความสามารถในการทำกำไรที่ดีและสร้างผลตอบแทนระยะยาวให้แก่บริษัท ด้านผู้ถือหุ้นอนุมัติ “เห็นด้วย” 223,513,435 เสียง คิดเป็นสัดส่วน 85.9279%
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติอนุมัติวาระที่ 4. “พิจารณาอนุมัติการเข้าซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัท เอสพีที เอกซ์ จำกัด (มหาชน)” โดยบริษัทจะเข้าถือหุ้นจำนวน 5,000 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 2.34% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดภายหลังการเพิ่มทุน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการรับชำระค่าตอบแทนจากการจำหน่ายหุ้นกลุ่มธุรกิจ DRJ ธุรกรรมครั้งนี้สะท้อนแนวทางบริหารสินทรัพย์เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งในด้านการสร้างโอกาสรับรู้กำไรจากการลงทุน การบริหารสภาพคล่อง รวมถึงเสริมความยืดหยุ่นทางการเงินในอนาคต โดยหุ้น SPTX ถือเป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุนที่สามารถบริหารจัดการได้ตามภาวะตลาดและแผนการดำเนินธุรกิจในระยะต่อไป ที่ประชุมอนุมัติ “เห็นด้วย” 223,513,435 เสียง คิดเป็นสัดส่วน 85.9279%
ทั้งนี้ บริษัทฯ เตรียมเดินหน้าตามแผนการดำเนินงานหลังได้รับอนุมัติจากผู้ถือหุ้น โดยมุ่งรักษาสมดุลระหว่างกลุ่มธุรกิจเดิมกับธุรกิจเทคโนโลยีและโซลูชัน ควบคู่ไปกับการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมครบวงจร พร้อมเปิดโอกาสการสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับพันธมิตร เพื่อรองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจดิจิทัลทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงการพัฒนาโซลูชันด้าน Smart Technology, IoT และระบบโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ ที่จะเข้ามาเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนศักยภาพการดำเนินงาน และความสามารถในการทำกำไรที่ดีในอนาคต
“ขอขอบคุณผู้ถือหุ้น นักลงทุน ตลอดจนผู้ที่ติดตามการดำเนินงานของบริษัทฯทุกท่าน ที่ให้ความสนใจ และเข้าร่วมรับฟังข้อมูล พร้อมเสนอแนะมุมมองอย่างสร้างสรรค์มาโดยตลอด รวมถึงให้ความไว้วางใจสนับสนุนมติสำคัญทุกวาระในการประชุมครั้งนี้ ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อคณะกรรมการและทีมผู้บริหารในการขับเคลื่อนองค์กรสู่ทิศทางใหม่ หลังจากนี้ EMPIRE จะเดินหน้าตามแผนงานที่มุ่งเน้นเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจทุกกลุ่มอย่างสมดุล พัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมครบวงจร
ขณะเดียวกัน บริษัทฯจะยึดมั่นในแนวทางการทำงานที่ได้ให้สัญญากับผู้ถือหุ้นไว้อย่างเคร่งครัด จะบริหารงานด้วยความเป็นมืออาชีพ รักษาวินัยทางการเงิน บริหารต้นทุน มุ่งสร้างผลกำไรระยะยาว และจัดการสินทรัพย์ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจและผลตอบแทนที่ยั่งยืน พร้อมการดำเนินงานทุกขั้นตอนภายใต้หลักธรรมาภิบาล ดูแลผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น นักลงทุน พันธมิตรทางธุรกิจ ตลอดจนผู้มีส่วนได้เสียทั้งระบบอย่างสมดุลและโปร่งใส” นางสาววัชราภรณ์ กล่าว